“อ๊าก!”
ฉัวะ!
เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปพร้อมกับแขนที่ร่วงหล่นสู่พื้น ฉู่สงฮุยคุกเข่าลง ใบหน้าซีดเผือด ต้องรีบระดมพลังวิญญาณที่เหลือในร่างเพื่อสมานบาดแผล
“ท่านพ่อ!”
ฉู่เมิ่งหลีเห็นสภาพบิดาก็ส่งเสียงร้องด้วยความเศร้าและโกรธ จากนั้นยื่นฝ่ามือโจมตีจางฝาน “ไอ้ไร้ค่า เจ้ามันอาจหาญ...”
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือดังขึ้น ฉู่เมิ่งหลีกระเด็นลอยออกไป ปรากฏรอยฝ่ามือแดงเถือกบนใบหน้า เลือดไหลซึมจากมุมปาก
นางก็เป็นจู้จีขั้นห้า
แต่ขั้นห้านี้ย่อมแตกต่างจากขั้นห้านั้น
ฉู่เมิ่งหลีอยู่ข้างกายจางฝาน นางได้รับผลประโยชน์มากมาย ใช้ชีวิตหรูหราสะดวกสบายมาหลายปี ยิ่งในปีนี้ไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย ไร้ประสบการณ์ต่อสู้ เมื่ออยู่ต่อหน้าจางฝานจึงด้อยกว่าคนไร้ค่าด้วยซ้ำ
“ฝ่ามือนี้ ข้าตีแทนมารดาข้า และแขนพ่อเจ้านั่น ข้าเอาคืนให้มารดาข้า! เจ้าเยาะเย้ยข้า รังแกข้าได้ แต่ถ้ากล้ากระทำต่อมารดาข้า เท่ากับเจ้าหาที่ตาย!”
“ตั้งแต่เส้นลมปราณข้าถูกทำลาย กลายเป็นคนไร้ค่า เจ้าที่เคยเดินตามหลังข้าก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ช่วงนี้ยังสมคบกับจางชงอีก ไร้ยางอายสิ้นดี!”
“จางฝาน! จะโทษข้าไม่ได้ ต้องโทษที่เจ้ามันไร้ค่า! ถ้าเจ้าไม่ถูก...”
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือดังขึ้นอีกครั้ง จนฉู่เมิ่งหลีล้มฟุบลงกับพื้น
“ได้ยินเสียงเจ้าก็ทำให้ข้าสะอิดสะเอียน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การหมั้นหมายเป็นอันยกเลิก เจ้ากับข้าไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ อีก!”
กว่าหนึ่งปีแล้ว!
ในที่สุดก็ได้ระบายโทสะที่อัดอั้น!
แม้ต้องทนทุกข์ทรมานจากมู่ชิงสุ่ยมาหนึ่งปี แต่อย่างน้อยนางก็ทำให้ข้าฟื้นฟู!
นับว่ามีสิ่งตอบแทนบ้าง รู้สึกปลอดโปร่ง!
“ท่านแม่ ไปกันเถิด!”
จางฝานนำหวังฉินจากไปทันที
“จางฝาน ไอ้ไร้ค่า ต่อให้ฟื้นพลังแล้วจะเป็นอย่างไร? รอข้าเถอะ จางชงไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
ฉู่เมิ่งหลีส่งเสียงกรีดร้องราวกับหญิงบ้าคลั่ง ภาพลักษณ์ของนางในตอนนี้น่าอนาถ ราวกับขอทาน
ที่จวน
“ฝานเอ๋อ พ่อเจ้าไม่ได้กลับบ้านมาครึ่งปีแล้ว หากเกิดเรื่องขึ้นจริง ตระกูลจางก็คงไม่ยอมให้เราอยู่ แม่คงต้องพาเจ้าจากเมืองหลิวอวิ๋นไป”
“ท่านแม่ ข้าเชื่อว่าท่านพ่อต้องไม่เป็นอะไรแน่”
“ใช่ ท่านพี่พูดถูกต้องแล้ว!”
จางหลิงเอ๋อร์กล่าวอย่างหนักแน่น
จางฝานพาหวังฉินกับจางหลิงเอ๋อร์กลับบ้านแล้วกลับมาที่ห้อง เพิ่งนั่งลง กลิ่นหอมสดชื่นก็พัดมาจรดปลายจมูก เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบใบหน้างามล่มแผ่นดิน
มู่ชิงสุ่ยปรากฏรอยยิ้มบางเบาอยู่บนใบหน้า จ้องมองจางฝานด้วยแววตาไร้เดียงสา
แววตานั้น เพียงพอแล้วที่จะสะกดทุกผู้คนในโลก
แต่จางฝานกลับรู้สึกเหมือนขนลุกซู่ ทุกครั้งที่นางปรากฏตัว ไม่เคยมีเรื่องดีเกิดขึ้น!
เรื่องแบบนั้น สำหรับผู้อื่นอาจเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต
แต่สำหรับจางฝาน มันคือการทรมาน!
“อย่ามองข้าแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีวันยอมให้เจ้า! ถ้าเจ้ากล้าบังคับข้า ข้าจะเฉือนความเป็นบุรุษทิ้งเดี๋ยวนี้!”
จางฝานไม่พูดพร่ำทำเพลง ชักกระบี่ออกมาจ่อที่เบื้องล่างของตน
จางฝานสูญเสียพลังมานานหนึ่งปี ร่างกายถูกมู่ชิงสุ่ยดูดกลืนพลังมาโดยตลอด บัดนี้ฟื้นคืนพลังแล้ว นางต้องยิ่งอยากดูดกลืนมากขึ้น เพื่อซึบซับพลังวิญญาณในร่างของจางฝาน!
“ได้สิ เจ้าจงเฉือนตอนนี้เลย”
มู่ชิงสุ่ยเอ่ยเสียงยั่วยวน
“เอ่อ...”
กลายเป็นขันทีนั้นช่างน่าเวทนา สู้หาทางตายเสียดีกว่า จางฝานจึงรีบจ่อกระบี่ไว้ที่ลำคอตน
“บ้านข้าตกต่ำถึงเพียงนี้แล้ว ข้าอุตส่าห์ฟื้นคืนพลัง หากต้องถูกเจ้าดูดกลืนจนแห้งเหี่ยว สู้ตายเสียยังดีกว่า!”
มู่ชิงสุ่ยก็ตกตะลึงเล็กน้อย แววตาใสซื่อราวกับมีคลื่นน้ำ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดจิตวิญญาณผู้ใดก็ตาม
นางยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า “ยังมีกระดูกอยู่บ้าง ข้าไม่ได้มาเพื่อดูดพลังเจ้า หรือต่อจากนี้จะดูด ก็จะไม่ดูดเจ้าจนเหือดแห้ง วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง ตามข้ามาเถอะ”
กล่าวจบ มู่ชิงสุ่ยก็กลายร่างเป็นลำแสงวาบ หายเข้าไปในหม้อมหาสังสารวัฏ
ส่วนจางฝานก็พลันดิ่งจิตตามเข้าไปในหม้อมหาสังสารวัฏเช่นกัน
มู่ชิงสุ่ยในฐานะเจ้าของหม้อมหาสังสารวัฏ ย่อมรู้ดีถึงมิติภายในหม้อ
แม่น้ำแห่งดวงดาวกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด มองสุดสายตาไม่เห็นขอบเขต
มู่ชิงสุ่ยกลางหมู่ดวงดาวนั้น ทรวดทรงงามสง่าเปรียบดั่งเทพธิดา นางนำจางฝานไปยังสุสานแห่งหนึ่ง
สิ่งของภายในหม้อมหาสังสารวัฏนั้น จางฝานไม่รู้เลยแม้แต่น้อย เพราะเพิ่งได้มาก็ต้องไปช่วยมารดาทันที
บนสุสาน โซ่ตรวนนับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากแม่น้ำดาวอันไร้สิ้นสุด ล่ามกระบี่ทั้งเจ็ดเล่มไว้
โซ่ทุกเส้นยาวเหยียดนับหมื่นลี้ ไม่รู้ว่าต้นทางอยู่ที่ใด ทั้งหมดมีประกายอำมหิตแห่งสายฟ้าสีม่วงเปล่งประกาย เสียงฟ้าร้องกึกก้องสนั่นหู
กระบี่ทั้งเจ็ดเล่มถูกโซ่ตรวนตรึงไว้ ไม่อาจขยับได้เลย พวกมันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ แต่ละเล่มล้วนมีนามจารึก
“กระบี่เทียนซู กระบี่เทียนเสวียน กระบี่เทียนจี กระบี่เทียนเฉวียน กระบี่ยวี่เหิง กระบี่ไคหยาง กระบี่เหยากวง!”
จางฝานอ่านชื่อแต่ละเล่ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริด
“นี่คือเจ็ดกระบี่เทวะไร้ปรานี ในเมื่อหม้อมหาสังสารวัฏยอมรับเจ้าเป็นนายแล้ว ก็ย่อมหมายความว่าเจ็ดกระบี่เทวะไร้ปรานีนี้เป็นของเจ้า แต่ตอนนี้พลังของเจ้ายังต่ำต้อย จึงสามารถชักใช้ได้เพียงหนึ่งเล่ม มิฉะนั้นจะถูกต่อต้าน”
กระบี่ทั้งเจ็ดเล่มนี้สร้างจากวัสดุที่จางฝานไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ยิ่งกว่านั้น กลิ่นอายสังหารมหาศาลที่แผ่กระจายเหนือกระบี่เหล่านั้น แม้แต่จางฝานยังต้องขมวดคิ้ว
เหตุใดมันดูไม่เหมือนกระบี่ที่ ‘ดี’ เลย?
ให้ความรู้สึกเหมือนตกเข้าไปในกับดักบางอย่าง แต่ตอนนี้จางฝานขาดแคลนอาวุธเทพ แม้เป็นกับดัก ก็ต้องก้าวเข้าไป!
มิเช่นนั้นจะปกป้องมารดาและน้องสาวได้อย่างไร?
จางฝานจับจ้องไปที่กระบี่เล่มหนึ่งซึ่งมีนามว่า กระบี่เทียนซู
“กระบี่เทียนซู สามารถกลืนกินพลังวิญญาณของผู้อื่นได้ เลือกไม่เลว กระบี่เล่มนี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเจ้าในตอนนี้ สามารถช่วยยกระดับพลังได้อย่างรวดเร็ว”
มู่ชิงสุ่ยปรากฏรอยยิ้มล้ำลึกที่มุมปาก แล้วเอ่ยแนะนำจางฝาน
“ก็เล่มนี้แล้วกัน”
จางฝานเดินเข้าไป ใช้มือทั้งสองข้างจับที่ด้ามกระบี่
กระบี่เทียนซูเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สะบัดโซ่ตรวนขนาดมหึมา เกิดเสียงกระทบดังกังวาน!
ชั่วพริบตาถัดมา!
ภาพที่น่าเหลือเชื่อก็ปรากฏขึ้น กระบี่เล่มนั้นสั่นสะเทือนอยู่เพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็กลับมาสงบนิ่ง โซ่ตรวนที่พันบนตัวกระบี่เปล่งแสงเรืองรอง แตกสลายออกทีละเส้น!
ฟิ้ว!
แสงกระบี่ดำสนิทราวกับหลุมดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมแม่น้ำดาวที่สลัวอยู่แล้วให้ดำมืดสนิท
“คัมภีร์กระบี่เทียนซู?!”
จางฝานถือกระบี่เทียนซู แสงสีดำแทรกซึมเข้าไปในหว่างคิ้วของเขา ก่อเกิดเป็นเคล็ดวิชาหนึ่ง!
ระดับของเคล็ดวิชาแบ่งแยกอย่างเคร่งครัด
จากต่ำไปสูงคือ เหลือง, เสวียน, ปฐพี, สวรรค์, ศักดิ์สิทธิ์, เซียน, เทพ!
แต่เคล็ดวิชานี้ กลับไร้ระดับ!
ทั่วทั้งแผ่นดิน ไม่เคยมีเคล็ดวิชาไร้ระดับปรากฏขึ้นมาก่อน!
สัมผัสได้ถึงความล้ำลึกของเคล็ดวิชา
มันไม่ใช่สิ่งที่ต่ำกว่าระดับเหลืองเป็นแน่
เช่นนั้น มันก็คือสิ่งที่เหนือกว่าระดับเทพ หรืออาจเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่เคยถูกจัดระดับมาก่อน!
“กระบี่เทวะไร้ปรานีล้วนเป็นกระบี่มาร กระบี่เล่มนี้สามารถดูดซับพลังของผู้อื่นได้ เจ้าต้องใช้อย่างเหมาะสม พลังที่ดูดซับมาหากไม่บริสุทธิ์ จะส่งผลต่อรากฐานและการฝึกฝนในภายภาคหน้า”
มู่ชิงสุ่ยกล่าว
“รับทราบ”
จางฝานรู้สึกตื่นเต้นยิ่ง
“ไปฝึกฝนก่อนเถอะ”
มู่ชิงสุ่ยกล่าว
“เหตุใดเจ้าจึงดีกับข้านัก?”
จางฝานมองมู่ชิงสุ่ย
หนึ่งปีที่ร่วมหลับนอนด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
ทั้งคู่ไม่เคยห่างกายกันแม้แต่วันเดียว ต่างรู้จักซึ่งกันและกันดีแล้ว
“เพราะเจ้าเป็นบุรุษของข้า แล้วก็... สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ...”
มู่ชิงสุ่ยยิ้มยั่วยวน ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ยิ่งเจ้ามีพลังสูงขึ้นเท่าใด เมื่อข้าฝึกคู่กับเจ้า ข้าก็ยิ่งดูดกลืนพลังได้มากขึ้นเท่านั้น...”