“ท่านพี่... อย่าเพิ่ง ท่านยายสั่งไว้ว่า ต้องรอให้ท่านหายดีก่อนจึงจะเข้าหอได้ ถ้าเป็นเหตุให้กายท่านบาดเจ็บ ข้าผู้นี้ถึงตายก็ไถ่โทษไม่พ้น...”
ในกระท่อมมุงจากทรุดโทรม เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างเขินอาย
ท่านพี่? ข้าผู้นี้?
หลี่เหิงลืมตาโพลง มองสำรวจรอบกายด้วยความงุนงง
ป่าดึกดำบรรพ์อันรกทึบหายวับไปแล้ว ทหารที่ไล่ตามหลังพร้อมอาวุธครบมือก็ไร้ร่องรอย
ที่นี่คือเรือนชาวนาธรรมดา ดูยากจนแร้นแค้น เด็กสาวร่างบางระหงผู้หนึ่ง เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยนั่งอยู่บนพื้น ใบหน้าแดงเรื่อมองมาที่ตน
งาม! งามประหนึ่งเดินออกมาจากภาพวาด!
สิริโฉมยามเยื้องย่าง งามไฉไลดุจจันทร์หลบลี้ให้อาย
เพียงแต่รูปร่างผ่ายผอมเกินไปหน่อย!
หลี่เหิงลำพองว่าตนผ่านหญิงมามากมาย แต่ไม่เคยพบเห็นสตรีงามบริสุทธิ์เช่นนี้!
“แม่นาง? เจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่รึ?”
หลี่เหิงยังคงงุนงง เอื้อมมือหมายจะพยุงนางให้ลุกขึ้น
เด็กสาวดูราวกับหวาดกลัวหลี่เหิงนัก นางรีบคุกเข่าลงกับพื้น ไม่กล้าแม้จะสบตา กล่าวอ้อนวอนว่า “ท่านพี่ มิใช่ข้าและพี่สาวไม่ยินยอมเข้าหอด้วย... หมอใหญ่กำชับว่า ท่านต้องบำรุงกายอย่างดี ในสองเดือนนี้ห้าม... ห้ามร่วมหลับนอนเด็ดขาด”
“ท่านยายก็กำชับแต่แรกแล้วว่า หากผู้ใดกล้าพาท่านทำมิดีมิร้าย จะเรียกคนมาตีขาหักเสีย...”
เป็นถ้อยคำของหญิงพรหมจรรย์ พูดมาถึงตรงนี้ เสียงก็แผ่วเบาราวกับยุงบิน
ขณะหลี่เหิงกำลังงงงันไม่รู้จะทำเช่นไรดี สมองพลันสว่างวาบ!
ความทรงจำมหาศาลหลั่งไหลทะลัก เข้าสู่สมองของเขา!
หลี่เหิงจำต้องยอมรับความจริงว่า ตนตายแล้วในสนามรบ แต่วิญญาณกลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนที่มีชื่อเสียงเรียงนามเดียวกัน!
นี่คือราชวงศ์ศักดินาชื่อว่า ต้าเฉียน เหมือนกับจีนโบราณทุกประการ หากจะว่าแตกต่าง ก็คือในยุคนี้ บุรุษสูงส่ง สตรีต่ำต้อยถึงที่สุด!
เหตุมาจากสัดส่วนชายหญิงเสียสมดุลอย่างหนัก!
ถึงขั้นยี่สิบต่อแปดสิบ!
เมื่อชายบรรลุนิติภาวะ ทางการจะออกหน้าแจกจ่ายภรรยาให้ ถึงขั้นที่ปฏิเสธถือว่าผิดกฎหมายเลยทีเดียว
ส่วนคนมีเงินมีทอง การมีภรรยาเจ็ดแปดคนดั่งอุ้ยเสี่ยวป้อก็เป็นเรื่องปกติ
กลับกันสำหรับคนยากจนในหมู่บ้าน หญิงที่มากเกินกลายเป็นภาระ เพราะหญิงเพิ่มหนึ่งคน ก็หมายถึงปากท้องเพิ่มอีกหนึ่งปาก ทั้งยังต้องเสียภาษีเกณฑ์ตามรายหัวอีกด้วย
ชายบางคนถึงกับหาทางทำให้ตนพิกลพิการ เพียงเพื่อจะได้ไม่ต้องมีภรรยามาก และไม่ต้องไปเป็นทหารออกรบ
เจ้าของร่างเดิมไม่มีบิดา อาศัยอยู่กับมารดาผู้ชราสองคนลำพัง
เมื่อเดือนก่อน เขาถึงวัยสมควรมีครอบครัว มารดาเพื่อสืบสกุล จึงไปที่ว่าการขอรับพี่น้องสาวรูปงามคู่หนึ่งมาเป็นหลานสะใภ้
พี่สาวชื่อซูมู่เยวี่ย ออกไปรับจ้างแลกเสบียง
น้องสาวคือเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังดูแลตนอยู่ ซูมู่ซู่
เพียงแต่เจ้าของร่างเดิมตั้งแต่เล็กอ่อนแอขี้โรค กินยาอย่างไรก็ไม่ทุเลา มีภรรยางามล้นสองคน ได้แต่ดู แตะต้องมิได้
ผลคือเขาร้อนใจจนทนไม่ไหว ลอบเพิ่มขนาดยาเอง!
โอสถนั้นมีพิษสง เขาจึงฆ่าตัวตายไปอย่างนั้นเอง
“ท่านพี่... โปรดท่านพี่ยกโทษให้ข้าด้วย...”
ซูมู่ซู่เห็นสีหน้าหลี่เหิงแปรปรวนไม่หยุด ใจยิ่งหวาดหวั่น คุกเข่าบนพื้นตัวสั่นระริก
สายตาของหลี่เหิงตวัดไปที่ซูมู่ซู่ ในดวงตาฉายแวบแห่งไฟร้อน
ผิวบาง ใบหน้างาม ทรวดทรงก็องเอวบางสะโพกผาย เชื่อฟังเรือนร่างบุรุษของตนทุกอย่าง!
สตรีเช่นนี้ในชาติก่อนต่อให้ยกโคมส่องทั่วก็หาได้ยากยิ่ง ไม่คาดคิดว่าบัดนี้ มาถึงคราวเดียวสองคน!
เจ้าของร่างเดิมสุขภาพไม่ดี ต่อเรื่องบุรุษสตรีนั้นใจพร้อมแต่กายไร้
ทว่าเขาไม่เหมือน!
หลี่เหิงชาติก่อนเป็นทหารรับจ้างชั้นยอด ไม่เพียงมีวิธีฝึกฝนกายที่ไม่เหมือนใคร ยังรู้วิชายุทธ์ภายในนามว่า 《เต้าเจียปาต้วนจิ่น》 อีกด้วย!
เพียงฝึกฝนสม่ำเสมอ ไม่ช้าภรรยาทั้งสองรวมกัน ก็อาจยังปรนนิบัติเขาไม่ไหว
“ยุคนี้มีอนุภรรยาได้สามสี่คน... นอกจากจนไปนิด ที่เหลือเรียกว่าไร้ที่ติจริงๆ!”
หลี่เหิงค่อยๆ ซึมซับข้อมูลทั้งหมด แล้วกล่าวว่า “เจ้าก่อน ลุกขึ้นคุยกันเถิด”
ว่าแล้วก็ยื่นมือหมายจะดึงซูมู่ซู่ลุกขึ้น
ซูมู่ซู่ตกใจรีบหดหัว เอ่ยอย่างลนลานว่า “ท่านพี่... ได้โปรด... โปรดอย่าทรมานข้าเลย ข้ารับไม่ได้หรอกเจ้าคะ ถ้าท่านยายรู้เข้าจะไล่ข้าออกจากบ้านด้วย!”
“ท่านพี่เป็นใหญ่ในบ้าน หากเพราะมู่ซู่ทำให้กายบาดเจ็บ มู่ซู่จะมีหน้าไปมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร...”
“หนักหนาถึงเพียงนั้นเลยรึ ข้าไม่แตะต้องเจ้า เจ้าลุกขึ้นยืนคุยด้วยเถิด”
หลี่เหิงจำยอมถอยหลังไปสองก้าว เดิมทีคิดจะฉวยโอกาสจับมือน้อยๆ สักหน่อยเสียหน่อย
แต่อย่างไรเสีย ภรรยายังไงก็เป็นของเขา หนีไม่พ้นแน่!
ซูมู่ซู่สีหน้าหวาดหวั่น ลมหายใจรวนรี่ พอเห็นหลี่เหิงไม่มีทีท่าว่าจะโผเข้าหาจริงๆ จึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ครอก...
ท้องหลี่เหิงส่งเสียงดังขึ้น เขาลูบท้องยุบแฟบแล้วเอ่ยว่า “ในบ้านมีอะไรกินบ้างไหม? หยิบมาให้ข้าหน่อย”
“มีเจ้าค่ะมี ยังอุ่นๆ ในหม้อ ท่านพี่รอข้าก่อน ข้าจะไปยกมาเดี๋ยวนี้!”
ซูมู่ซู่เหมือนคว้าโอกาส ออกวิ่งทันที ไม่นานก็ยกข้าวต้มรำข้าวร้อนกรุ่นชามหนึ่งเข้ามา
“ท่านพี่ ให้ข้าป้อนท่านกินข้าวเถิด”
หลี่เหิงมองแวบเดียวเห็นน้ำใสๆ ปนเปลือกเมล็ดข้าว ขมวดคิ้วถามว่า “กินแค่นี้หรือ?”
ดูท่าว่าความยากจนของยุคนี้ จะหนักหนากว่าที่คิดเสียอีก
ประหลาดที่บางคนยอมพิการ ก็ไม่อยากมีภรรยาเพิ่มอีกสักคน
ซูมู่ซู่ตกใจจนตัวสั่นสะท้าน หน้าซีดถนัดกล่าวว่า “ท่านพี่! ท่านจำใจกินไปก่อนเถิด ท่านยายไปจับปลาที่แม่น้ำ พอกลับมาก็จะตุ๋นน้ำซุปปลาสดรสดีให้ท่าน...”
“หากท่านแค้นใจนัก ก็ตีข้าออกมาสักสองทีเถิด พรุ่งนี้ข้ากับพี่สาวจะไปทำงานในไร่ด้วยกัน ต้องให้ท่านได้กินข้าวกล้องแน่เจ้าค่ะ”
พูดจบ ซูมู่ซู่ก็หลับตา ร่างบางพร่างสะท้าน อยู่ในท่าทีพร้อมเฆี่ยนพร้อมลงโทษ
ครอบครัวยากจนเลี้ยงดูบุรุษเหมือนกุลบุตร หลี่เหิงเรื่องกินนั้นเรื่องมากมาแต่ไหนแต่ไร!
เดือนที่ผ่านมา นางชินกับชีวิตเช่นนี้แล้ว
ขอเพียงหลี่เหิงไม่พอใจนิดหน่อย นางก็จะถูกตบหน้าอย่างแรงทันที
ทว่า ความเจ็บปวดที่นึกไว้กลับไม่มาถึงช้านาน
ซูมู่ซู่ลืมตามางามขึ้น เห็นหลี่เหิงกำลังมองนางอย่างตกตะลึง
หลี่เหิงทราบจากความจำของเจ้าของร่างเดิมว่า เพราะฝีมือบุรุษด้านนั้นใช้ไม่ได้ จึงย้ายความขุ่นเคืองมาลงกับสองพี่น้องบ่อยๆ ถึงขั้นตบตีทุบถอง!
ไม่รู้ว่าคนงามน้อยรูปงามปานนี้ เขาทำใจลงมือได้รุนแรงถึงเพียงนั้น
หลี่เหิงใจหายวาบ กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “มาเถิด ป้อนข้าทาน”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่”
ซูมู่ซู่ใช้ช้อนไม้ไผ่คนกระทั่ง แล้วเป่าเบาๆ จากนั้นจึงบรรจงส่งเข้าปากหลี่เหิง
หลี่เหิงลองจิบไปหนึ่งคำ สัมผัสเสียดคอนั้น ทำให้เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ ไออย่างรุนแรง
“ท่านพี่!”
ซูมู่ซู่รีบวางถ้วยข้าวด้วยความตระหนก มองหลี่เหิงอย่างลุกลน น้ำตาพรั่งพรูตา เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “ขอโทษเจ้าค่ะขอโทษ... ข้านี่ไม่เอาไหนเลย ซุ่มซ่ามทำท่านลวก...”
ว่าแล้วหัวเข่าก็อ่อนจะคุกกายลงอีกครั้ง
หลี่เหิงคว้าจับแขนอ่อนนุ่มของนางไว้มั่น พยุงร่างขึ้นอย่างแข็งขัน พลางกล่าวว่า “ไม่ใช่ความผิดของเจ้า พื้นก็หนาวนัก อย่าหมอบๆ คุกๆ ไปทั้งวันเลย”
“จริงหรือเจ้าคะ?”
ซูมู่ซู่เงยหน้ามองหลี่เหิงด้วยนัยน์ตาอ่อนหวานแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้า
นางรู้สึกว่าท่านพี่ของนางวันนี้ต่างไป
แต่ก่อนขอเพียงนางกับพี่สาวทำผิด คุกน้อยลงช้าไปนิด เขาก็เงื้อมือตบมาทันที
เมื่อไหร่จะอย่างวันนี้ ถึงกับเหลียวแลว่าพื้นนั้นหนาวหรือไม่?
“จริง”
หลี่เหิงเผยยิ้มขื่น กล่าวว่า “ก็แค่... ข้าวต้มนี้มันกินยากเกินไป”
“เช่นนั้นทำเช่นไรดี... ในบ้านตอนนี้ก็มีเพียงเท่านี้”
ซูมู่ซู่เช็ดน้ำตา กล่าวเสียงแผ่ว
หลี่เหิงผงกศีรษะ กล่าวยิ้มๆ “ป้อนข้าต่อเถิด จะยากก็ต้องกิน พักร่างให้ดีแล้ว จะได้เข้าหอกับเจ้าอย่างเต็มที่”
ซูมู่ซู่หน้าแดงระเรื่อ อายจนยิ่งไม่กล้าเงยหน้า กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ขอ... ขอเพียงท่านพี่กายดีขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามท่านทุกอย่าง”
สตรีงามละพันแสนที่อ่อนหวานนอบน้อม ในยามเขินอายนี่แหละ คือโอสถชูกำลังชั้นดีในใต้หล้า!
พอดีกับที่หลี่เหิงใจเต้นรัวระส่ำ แทบทนไม่ไหว
กำลังคิดจะทำอะไรสักอย่าง
พลันมีเสียงไม่น่าฟังดังจากนอกประตูใหญ่เข้ามา “มีใครอยู่ไหม? ออกมาตอบสักคน!!”
“ใครน่ะ?”
หลี่เหิงกำลังจะเดินออกไป ก็ถูกซูมู่ซู่ดึงข้อมือไว้แน่น
ดวงหน้าน้อยของซูมู่ซู่ตึงเครียด กล่าวอย่างร้อนรนว่า “ท่านพี่ ฟังน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็นหยางต้าหู่ตัวร้าย! ท่านยายกำชับ ให้เราอยู่ห่างจากมันให้ไกล คนเช่นนี้ สู้ไม่ได้นะเจ้าคะ!”
“ถูกคนมาข่มเหงถึงหน้าบ้าน ยังนั่งปล่อยลมไม่ออกสักนิด แล้วจะเรียกความเป็นลูกผู้ชายหรือ?”
หลี่เหิงคว้ามีดทำครัวพังๆ บนโต๊ะ ก้าวฉับๆ ตรงไปข้างนอก “หยางต้าหู่? ยังไงมันก็เป็นแค่เสือกระดาษ ข้าจะถอนเขี้ยวมันให้ดู!”