หมายเหตุ: นิยายเรื่องใหม่เพิ่งเริ่มลง ขอคอมเมนต์ ขอเพิ่มเข้าชั้นหนังสือ และขอฝากทุกคนช่วยติดตามกันด้วยนะ ୧〃•̀ꇴ•〃૭
(คำเตือนก่อนอ่าน: เนื้อหาในเล่มนี้หลากหลายมาก เน้นเล่นมุกเป็นหลัก แนะนำให้คนที่ยังรับมุกหน้าตายไหวมาอ่าน)
(ข้อสงวนความรับผิดชอบ:ตัวละครทั้งหมดที่ปรากฏในเรื่องบรรลุนิติภาวะแล้ว)
——————
บนยานเซียนโจวหลัวฝู ณ ฉางเล่อเทียน ภายในสนามประลองยุทธ์
“นี่ ๆ ได้ยินข่าวหรือยัง? ช่วงนี้หลัวฝูจะจัดพิธีประลองยุทธ์ดาราแล้วนะ!”
“จะจัดพิธีประลองยุทธ์แล้วเหรอ? จริงหรือเปล่าเนี่ย”
“โธ่ ฉันจะโกหกนายทำไม ดูสิ ประกาศทางการออกมาแล้ว!”
“เชี่ย! จัดจริงด้วย!”
ชายหนุ่มสองคนกำลังคุยกันอย่างออกรส พวกเขายืนอยู่บนลานกว้างโล่ง รอบ ๆ ยังมีคนอื่นอีกหลายคน แต่ละคนล้วนมีร่องรอยจากการฝึกซ้อมอยู่บนตัว
ที่นี่คือสนามประลองที่ชาวหลัวฝูรวมตัวกันจัดขึ้นเอง มักใช้เป็นสถานที่แข่งขัน และยังเป็นแหล่งรวมยอดฝีมือจากทั่วสารทิศ
ขณะที่บรรยากาศในสนามกำลังสงบสุขอยู่แท้ ๆ …
“ปัง!”
ประตูสนามประลองถูกใครบางคนถีบเปิดออกอย่างกะทันหัน
“เฮ้ วันนี้จะไปตบเกรียนใครดีนะ? ชักตื่นเต้นแล้วสิ~”
พร้อมกับเสียงประตู มีเสียงชายหนุ่มวัยรุ่นดังตามมา
ทุกคนในสนามหันไปมองทางประตู ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นหวาดผวาพร้อมกัน
ตรงประตูมีเด็กหนุ่มผมดำหน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่งยืนอยู่ โครงหน้าคมชัด ดวงตาสีดำสนิทแฝงความเย่อหยิ่งเย็นชาอยู่หลายส่วน
เขาสวมชุดรัดรูปสีดำสนิท แขนเสื้อกุดเผยให้เห็นรูปร่างปราดเปรียว ด้านนอกคลุมผ้าคลุมไหล่สีดำอย่างลวก ๆ ที่เอวด้านหลังกับแผ่นหลังเหน็บกระบี่ยาวสองเล่มซึ่งมีรูปทรงแตกต่างกัน
ทันทีที่เขาปรากฏตัว…
“แย่แล้ว! กระบี่อัสนีเพลิง ไป๋หลีเสวี่ย! เขามาตบเกรียนอีกแล้ว!”
ฝูงชนพลันแตกตื่นอลหม่าน
ส่วนเด็กหนุ่มผู้เป็นหัวข้อสนทนากลับส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย
“เฮ้ ๆ ฉันไม่ได้มาตบเกรียนสักหน่อย… มองอะไรกัน?”
ไป๋หลีเสวี่ยหัวเราะหยัน ก่อนจะเลิกสนใจทุกคนแล้วเดินตรงเข้าไปในสนามประลอง
【ติ๊ง—ได้รับค่าความรู้สึก 5 แต้ม】
เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้นข้างหู มุมปากของไป๋หลีเสวี่ยก็ยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
ใช่แล้ว! ถูกต้อง! นี่แหละที่ฉันต้องการ!
เด็กหนุ่มรีบเก็บอาการดีใจ ก่อนจะกลับมาทำหน้าหล่อเย็นชา แล้วเดินทอดน่องไปทางฝั่งขวาของสนามประลองด้วยท่าทีราวกับกำลังเดินเล่นหลังมื้ออาหาร
ไป๋หลีเสวี่ย:
[เดินเล่นหลังมื้ออาหาร].jpg
‘ทำหน้าเกรียนใส่นายแล้วไง?’
ไป๋หลีเสวี่ยไม่สนใจสายตาแปลก ๆ ของคนอื่น เดินขึ้นเวทีไปตรงกลางอย่างไม่รีบร้อน ยืนกอดอกหลับตาพักผ่อน
ด้านล่างเวที ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งมาสนามประลองเป็นครั้งแรกใช้ศอกสะกิดเพื่อนข้างกาย
“เพื่อน หมอนั่นเก่งมากเหรอ? ทำไมทุกคนถึงทำหน้าแบบนั้นกัน?”
ชายที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินแล้วก็ส่ายหน้าถอนหายใจ
“เฮ้อ จะว่ายังไงดีล่ะ…”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“แทบไม่มีใครในที่นี้เอาชนะเขาได้เลย”
“อะไรนะ?! เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?!”
ชายหนุ่มร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนแววตาจะลุกโชนด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวไปข้างหน้า
“เดี๋ยวก่อน นายไปไม่ได้”
จู่ ๆ ชายที่ยืนข้างเขาก็ยื่นมือมาจับไหล่ไว้
ชายหนุ่มทำหน้างุนงง หันไปมองเพื่อนที่จับไหล่ตน
“ทำไมถึงไปไม่ได้?”
เขากำหมัดแน่น จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ในดวงตาไม่ลดลงแม้แต่น้อย
“ฉันฝึกศิลปะการต่อสู้มาเกือบร้อยปีแล้ว ถ้ากลัวคนเก่งจนไม่กล้าสู้ ก็ไม่มีวันก้าวหน้าไปกว่านี้ได้ วันนี้ฉันจะต้องขอคำชี้แนะจากเขาให้ได้!”
พูดจบ เขาก็สะบัดมือเพื่อนออก แล้วเตรียมก้าวขึ้นเวที
แต่ไม่นานก็มีคนมาขวางเขาอีกครั้ง
เมื่อเห็นเพื่อนขัดขวางตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายหนุ่มก็แสดงสีหน้าไม่เข้าใจ
“เพื่อน นี่มันหมายความว่ายังไง?”
ชายคนนั้นไม่ได้ตอบคำถาม เพียงผงกศีรษะไปทางใต้เวทีของไป๋หลีเสวี่ย เป็นสัญญาณให้มองดู
ตรงนั้นมีป้ายชื่อของแต่ละเวที ใช้แบ่งพื้นที่การแข่งขันประเภทต่าง ๆ
ชายหนุ่มมองตามไป แล้ว…
“……”
“…นะ นี่มันเขตเด็กเหรอ??”
ชายข้าง ๆ ทำหน้าเหมือนรู้อยู่แล้ว ถอนใจอย่างจนปัญญาแล้วตบไหล่เขาเบา ๆ
“เพื่อน ลองคิดดูให้ดีสิ ชาวเซียนโจวอายุยืนยาว ต้องสอบผ่านการทดสอบผู้ใหญ่ถึงจะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าจะแบ่งประเภทในสนามประลองแบบนั้นคงยุ่งยากเกินไป เลยจับคนอายุต่ำกว่า 50 ปีไปรวมไว้ในกลุ่มเด็กหมดเลย”
ชายคนนั้นยักไหล่ น้ำเสียงทั้งขำทั้งจนใจ
“เด็กคนนั้นไม่ใช่คนท้องถิ่นของหลัวฝูเรา ถึงจะดูเด็ก แต่จริง ๆ ก็ยังเด็กอยู่ อายุจริงแค่ 17 ปีเอง”
ชายหนุ่มชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้าง สมองขาวโพลน อ้าปากค้างจนพูดไม่ออก
“ถะ ถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้นายยังพูดว่า…พวกเราสู้เขาไม่ได้!”
ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
“ก็ใช่น่ะสิ เขาอยู่กลุ่มเด็ก ส่วนพวกเราอยู่กลุ่มทั่วไป แน่นอนว่าพวกเราสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว!”
ชายหนุ่ม:
“……”
“ที่แท้คำว่าสู้ไม่ได้ก็หมายถึงคนละกลุ่มจริง ๆ เหรอ?! เอาไฟในใจฉันคืนมาเลยนะ ไอ้บ้า!!”
เมื่อเข้าใจผิดกันไปเสียสนิท ชายหนุ่มก็อดยกมือกุมขมับไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นเขาอยู่กลุ่มเด็กก็สมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมพอเขาโผล่มา ทุกคนถึงดูตื่นกลัวกันขนาดนั้น?”
“เอ่อ… เรื่องนั้น…”
ชายคนนั้นเกาท้ายคางอย่างลำบากใจ สีหน้าหวาดหวั่นอยู่เล็กน้อย
“เพราะพอเขามา ก็แปลว่าผู้หญิงคนนั้นจะมาด้วย”
ชายหนุ่มได้ยินแล้วก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม
“หมายความว่ายังไง?”
ไป๋หลีเสวี่ยไม่สนใจความเคลื่อนไหวด้านล่าง ตอนนี้เขายังคงหลับตา ทั้งร่างแผ่ท่าทีเย็นชาและโดดเดี่ยว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา เสียงอุทานดังขึ้นต่อเนื่องจากด้านล่างเวที
“หา? ทำไมคนนี้ถึงมาได้ล่ะ?”
“เดี๋ยวก่อน วันนี้คนที่มาดูไม่เหมือนเดิมนี่…”
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าเขา
ไป๋หลีเสวี่ยไม่ลืมตา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ในที่สุดก็มาแล้ว ผู้แพ้ของฉันในวันนี้”
เด็กหนุ่มส่งเสียงฮึในลำคอ ก่อนจะเพิ่มระดับเสียงขึ้นทันที
“ฟังให้ดี ฉันเพิ่งเอาชนะศัตรูสมมติไป 114514 คนแล้ว”
“ฟังให้ดี หมัดของฉันอยากดื่มเลือดแล้ว”
“ฟังให้ดี ฉันพยายามอดกลั้นความอยากฆ่าเธออยู่ตลอดเลยนะ”
ไป๋หลีเสวี่ยพูดต่อกันเป็นชุด ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“ชักกระบี่งั้นเหรอ? ไม่หรอก ฝีมืออย่างเธอยังไม่มีคุณสมบัติพอให้ฉัน…”
เสียงของเด็กหนุ่มพลันหยุดชะงัก
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้เป็นเด็กหญิงตัวเล็ก สูงเพียงระดับต้นขาของเขา ผมสีขาวอมม่วงถักเป็นเปียยาวสองข้างไว้ด้านหลังศีรษะ ขาสั้นอวบอ้วนทั้งคู่สวมรองเท้าบูตไว้ ที่เอวห้อยขวดยารูปน้ำเต้า ส่วนบนศีรษะและก้นมีเขามังกรกับหางมังกรเล็ก ๆ งอกออกมา
เมื่อเห็นชัดว่าใครมา ไป๋หลีเสวี่ยก็กอดอกเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ
ไม่มีเหตุผลอื่น เพราะเขารู้จักเด็กหญิงตรงหน้า
ส่วนไป๋ลู่ในตอนนี้กำลังกัดฟันด้วยความโมโห
“ไป๋หลีเสวี่ย!! ตอนออกจากโรงพยาบาล นายรับปากฉันไว้ยังไงกันฮะ??”
เสียงเด็กหญิงดังขึ้นอย่างง้องแง้ง แต่แฝงความโมโหจนแทบคุมไม่อยู่
ไป๋หลีเสวี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะอย่างดูแคลน
“ตลกน่า! ถ้าไม่รับปากแบบนั้น ฉันจะออกจากโรงพยาบาลได้ยังไงล่ะ?!”
ไป๋ลู่ยกมือตบศีรษะเบา ๆ อย่างปวดหัว ปอยผมที่ชี้โด่บนหัวสั่นไหวไปตามแรงขยับ
ดีจริง ๆ ได้คนไข้แบบนี้มา ชาตินี้คงหนีไม่พ้นแล้วสินะ
“เอาน่า เด็กดี กลับกรมปรุงโอสถกับฉันเถอะนะ? ต่อให้อยากขยับแข้งขยับขา ก็ไม่ควรมารังแกเด็ก ๆ ในสนามของเด็กสิ”
เธอปล่อยไหล่ลง น้ำเสียงเจือความจนใจอยู่มาก
ไป๋หลีเสวี่ย:
[รอยยิ้มเฉื่อยชา].jpg
“ฉันก็มาตบเกรียน แล้วเธอจะทำไม?”
ไป๋ลู่:
“……”
ไป๋ลู่เงียบไป
เด็กหญิงอ้าปากน้อย ๆ ดวงตาสีฟ้าอมเขียวเบิกกว้าง
เดี๋ยวนะ สีหน้าแบบนั้นมันอะไรกัน? แล้วรอยยิ้มนั่นหมายความว่ายังไง? การรังแกเด็กเป็นเรื่องน่าภูมิใจนักหรือไง?
ไป๋ลู่เกือบจะห้ามความอยากบ่นของตัวเองไม่อยู่ แต่พอนึกถึงอายุของไป๋หลีเสวี่ย เธอก็ฝืนกดมันลงไป
‘ถึงยังไงอีกฝ่ายก็อายุแค่ 17 เอง ไป๋ลู่เอ๋ย ในฐานะพี่สาวที่อายุมากกว่า ก็ควรใจกว้างกับเขาให้มากหน่อย!’
เธอถอนหายใจ ใบหน้าน่ารักเผยสีหน้าจนใจ
“ก็ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ คุณหนูคนนี้จะเป็นคู่ต่อสู้ให้นายเอง สู้เสร็จแล้วก็กลับไปกับฉันดี ๆ ล่ะ”
ไป๋ลู่กางมือออก มองเด็กหนุ่มที่ยังกอดอกอยู่ แล้วเลือกยอมถอยให้
แต่คาดไม่ถึงว่าไป๋หลีเสวี่ยกลับส่ายหน้า
“ไม่ ฉันไม่ลงมือกับเธอหรอก”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว
ไป๋ลู่ชะงักไป ก่อนหัวใจจะอุ่นวาบขึ้นมา
‘ไม่คิดเลยว่า…หมอนี่จะเป็นห่วงคุณหนูคนนี้เหมือนกันนะเนี่ย…’
มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ แต่ก่อนจะทันได้ตอบไป๋หลีเสวี่ยก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ที่นี่เป็นกลุ่มเด็ก พูดง่าย ๆ ก็คือการแข่งขันของคนอายุต่ำกว่า 50 ปี…
ป้าแก่ ๆ อายุเกือบ 300 อย่างเธอไม่ต้องมาทำตัวเป็นเด็กหรอก”
เด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนไปสักนิด ต่างจากใบหน้าเหวอค้างของคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
ไป๋หลีเสวี่ยเห็นไป๋ลู่ไม่ตอบสนอง จึงหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเชิดคางขึ้น
“พูดง่าย ๆ ก็คือ กลับไปซะ เธอแก่เกินไปแล้ว”
