ยื่นคอรับดาบ หดคอก็โดนดาบอยู่ดี
ด้วยเหตุที่ยังต้องพึ่งต้นไม้เงินต้นนี้หาเงิน ไป๋โจ้วจึงตัดสินใจสานสัมพันธ์กับเขาให้ดีขึ้นหน่อย
เขาดิ้นรนปัดมือของเฉินอั้นเฉาที่ปิดริมฝีปากตนออก แล้วลองหยั่งเชิงเอ่ยว่า “คุณเฉิน พี่เฉิน ท่านพี่เฉิน”
เฉินอั้นเฉาเอนกายกดทับเขาอย่างเกียจคร้าน “จะเล่นลูกไม้อะไรอีก”
“ฉันกลัวคุณจะหนาว เลยอยากใส่เสื้อให้แล้วค่อยไป แต่ขามันอ่อน” ไป๋โจ้วป้อยอโดยไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “ก็คุณเป็นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำให้ฉันขาอ่อนทางสรีระก็ไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ นี่ไม่ใช่การคุกคามโดยเจตนาเลยนะ”
ตอนไป๋โจ้วช่วยเขาลดไข้ เขาได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ ABO มาอย่างเร่งด่วนมากมาย คนเรียนเก่งก็เป็นแบบนี้แหละ เรียนแล้วใช้ได้ทันที
เฉินอั้นเฉากลั้นคำพูดสองคำไว้ “ไม่เชื่อ”
ไป๋โจ้วพูดไม่ออก หมดแรงซบลงบนหมอน ถูกอีกฝ่ายกดทับหนักอึ้ง รู้สึกหมดหนทางอย่างกับหนุ่มน้อยผู้บริสุทธิ์ถูกหยอกล้อ เพื่อเงินหนึ่งหมื่น อัปยศอดสูก็ไม่ยอม
ไม่ได้ อัปยศก็อัปยศไปแล้ว เงินยังไงก็ต้องหา
“แล้วคุณอยากทำยังไง” ไป๋โจ้วกะพริบตาปริบ มองเขาด้วยแววตาจริงใจ “จะเอายังไงกับฉันจริง ๆ ไม่ทำให้ตัวคุณแปดเปื้อนหรือ ไม่คุ้มนะ”
ปากนี่พูดได้จริง ๆ เฉินอั้นเฉาทั้งขำทั้งโมโห ข่มความหงุดหงิดพลิกตัวนอนตะแคงข้างหนึ่ง “อ่อนแข็งไม่กิน ถ้าไม่เห็นว่าแกเป็นโอเมก้า จะต่อยแกจริง ๆ แล้ว”
ไป๋โจ้วใจแป้วแวบหนึ่ง ที่แท้การเป็น O ก็มีข้อดีแบบนี้ เรื่องนี้เขาเคยอ่านเจอ กฎหมายคุ้มครองพันธมิตรโอเมก้า
“ขอบคุณนะ คนใจดีที่ไม่ถือสาฉัน” เขาเอาใจใส่ยื่นมือไปช่วยอีกฝ่ายติดกระดุม ลูบปลอบเบา ๆ “อย่าหนาวเชียว ฉันไปแล้วนะ คุณนอนต่อเถอะ”
พูดจบก็จะเผ่น เฉินอั้นเฉาตาไวมือเร็วคว้าตัวเขากลับมา
ไป๋โจ้วตื่นตระหนก “จะเอาอะไรอีก”
“เงินรับไป เรียกแท็กซี่กลับ” เฉินอั้นเฉาเอ่ยด้วยเสียงแหบ
ตอนนี้ก็ตีสามแล้ว วิลล่าอยู่ในตำแหน่งเปลี่ยว โอเมก้าตัวเปล่าไม่มีเงินติดตัวสักบาท ถ้าเกิดอะไรขึ้น มโนธรรมของเขาคงรู้สึกไม่ดี
“ได้ สัปดาห์หน้าคืนให้” ไป๋โจ้วยิ้มให้เขา รับเงินอย่างรวดเร็วไม่รีรอ ราวกับหนียมทูต วิ่งเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก
เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตามมา เขาถึงถอนหายใจยาว แล้วส่งรูปถ่ายที่ความหมายไม่ชัดเจนรูปนั้นไป
[โจ๊กขาว]: ภารกิจเสร็จสิ้น อาทิตย์นี้อย่ามากวนฉันอีกล่ะ
[。]: 。 สุดยอด ทำได้ไง
[โจ๊กขาว]: เรื่องของฉันมั้ง
ไป๋โจ้วหาโรงพยาบาลตามที่อยู่ชำระเงินในมือถือเจอ มองเห็นใบหน้าคุ้นเคยของแม่ผ่านประตูห้องผู้ป่วย ไม่รู้ทำไมจมูกแอบซ่า
“เป็นแม่จริง ๆ ด้วย” ไป๋โจ้วได้พบข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของการมาอยู่ในโลกนี้ในที่สุด เขาจ่ายค่ารักษาที่ค้างอยู่เจ็ดพันหมดแล้ว ในบัญชีเหลือเงินไม่ถึงสี่พัน แต่ก็พอใช้ได้สักพัก
เหนื่อยเกินไป ไป๋โจ้วพิงเก้าอี้ทางเดินในโรงพยาบาล หลับ ๆ ตื่น ๆ งัวเงียไป แล้วในฝัน ก็เห็นใบหน้าที่เหมือนกับตนราวกับแกะ
“เสี่ยวไป๋โจ้ว”
“ใช่ฉัน” ไป๋โจ้วอีกคนดูตื่นตระหนกกว่าเขามาก เหมือนกำลังจะร้องไห้ “เราสองคนสลับร่างกันรึเปล่า โลกที่นี่ช่างไม่คุ้นเคยเลย”
ไป๋โจ้วตอบอย่างใจเย็น “ดูตอนนี้แล้ว ใช่ นายทิ้งเรื่องยุ่งเหยิงไว้ให้ฉันเยอะเลยนะ”
“ขอโทษ ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ พวกเขาไม่ได้รังแกนายใช่ไหม”
“ก็แล้วแต่ ฉันค่อนข้างฉลาด จัดการได้หมดแล้ว” ไป๋โจ้วถามด้วยความสงสัย “นายไม่ได้ชอบเฉินอั้นเฉาใช่ไหม จดหมายรักวิตถารพวกนั้นเขียนออกมาได้ยังไง”
ถูกประจานต่อสาธารณะ แก้มของอีกฝ่ายแดงซ่านขึ้นมาทันที “ไม่มีทาง ฉันก็แค่ค้นหาคำคมพวกโรคจิตในเน็ตมาลอกทั้งนั้น”
ไป๋โจ้วอดหัวเราะไม่ได้ “นั่นสิ คิดแล้วว่าตัวฉันอีกโลกหนึ่งรสนิยมก็ไม่น่าห่วยแตกขนาดนี้ ไม่มีก็ดี งั้นฉันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำลายภาพลักษณ์ของนายต่อหน้าคนในใจแล้ว”
“ดูนายเหมือน จะรับมือได้สบาย ๆ เลย” อีกฝ่ายหน้าเศร้า “ถ้าเปลี่ยนกลับไม่ได้ล่ะ”
ไป๋โจ้วครุ่นคิดไม่กี่วินาที “งั้นนายก็ใช้ชีวิตแทนฉันให้ดี ๆ พ่อฉันเองก็รวยพอตัว ใช้เงินให้เต็มที่ อยากกินก็กินอยากเที่ยวก็เที่ยว สุขสบายหน่อย”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วถามต่อ “คนที่ข่มขู่นายเป็นใคร”
“ไม่รู้”
“งั้นเป้าหมายของเขาคืออะไร”
“ไม่รู้”
“มีพวกพ้องไหม มีทิ้งร่องรอยอะไรไว้หรือเปล่า หรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อะไรเบื้องหลัง”
“ไม่รู้”
ไป๋โจ้วทั้งโมโหทั้งขำ ถามอะไรไปสามอย่างไม่รู้สักอย่าง อย่าเรียกว่าเสี่ยวไป๋โจ้วเลย เปลี่ยนชื่อเป็นเสี่ยวไป๋ชือ (ไอ้โง่) เถอะ
“นายใช้เงินฉันไปสบาย ๆ เถอะ ดูแลน้องสาวฉันด้วย เรื่องอื่นอย่าไปคิด ปล่อยให้ฉันจัดการเอง” แม้จะเผชิญหน้ากับตัวเองอีกคน ก็มีความรู้สึกราวกับเป็นพี่ชายที่น่าเชื่อถืออย่างบอกไม่ถูก
“ฉันรู้ว่าสถานการณ์มันแย่มาก” อีกฝ่ายหยุดไปหน่อย ยังคงเตือน “พรุ่งนี้เข้าร่วมการสอบอาสาสมัครค่ายฝึก นายจะผ่านไหม”
ไป๋โจ้ว: ???
อะไรคือสถานการณ์เลวร้ายขั้นวิกฤต โลกแห่งความทุกข์ระทมยังไม่กล้าเขียนแบบนี้
ไป๋โจ้วสูดลมหายใจเย็นเฮือก เอ่ยถามเนิบ ๆ “สอบอะไร”
“โดยทั่วไปโอเมก้าก็ไปแผนกสนับสนุน คือพวกการพยาบาลพื้นฐาน คลังสำรองวัตถุอะไรแนว ๆ นั้น ฉันยังคิดไม่ออก” อีกฝ่ายเว้นจังหวะไปหลายวินาที “จริง ๆ ก็เคยคิดจะไปแนวหน้าเหมือนไอดอลของฉันนะ แต่มันยากมาก ฉันสอบไม่ผ่านหรอก”
ไป๋โจ้วเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไอดอลของนาย”
“ใช่ นายทหารประจำระบบดาวที่เก้า หลินเย่า เก่งสุด ๆ ไปเลย” พอพูดถึงไอดอล ดวงตาของเขาก็เริ่มเปล่งประกาย
ไป๋โจ้วฟังแล้วถึงรู้สึกท้าทายขึ้นมาบ้าง น่าสนใจ “งั้นก็เรียนตามไอดอลของนาย ไปแนวหน้า”
หลังจากที่ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานของกันและกันเล็กน้อย ฝันก็ตื่น ฟ้าค่อย ๆ สางจากมือมืดกลายเป็นสว่าง ไป๋โจ้วยืดเส้นยืดสาย บิดหลังที่แข็งทื่อ แล้วแวะไปดูแม่ ก่อนจะลุกเดินทางไปโรงเรียน
วิทยาลัยยุทธการผสม นอกจากวิชาสามัญต้องผ่าน เงื่อนไขของการสอบอาสาสมัครคือการต่อสู้ไร้รูปแบบและการยิงปืน จากนั้นเข้าค่ายฝึก แล้วจัดอันดับตามผลการฝึก
ไป๋โจ้วนั่งประจำที่ ตั้งใจกรอกอาสาสมัครใหม่ ทันใดนั้นรู้สึกว่าข้างกายมืดลง
“นายจะไปวิทยาลัยยุทธการผสม” เสียงของเฉินอั้นเฉายังแหบแห้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่บอกว่า 'อย่ามากวน' เปลือกตาปรือมองเขาอย่างขี้เกียจ “นี่หมายความว่าจะตามติดฉันสินะ”
ไป๋โจ้วยอมแพ้กับความสามารถในการคิดไปเองของเขาจริง ๆ “ฉันจะไล่ตามความฝันไม่ได้รึไง”
ฉือเฉิงเดินเข้ามาจากประตูหลัง เห็นทั้งสองคนพูดคุยกันแต่เช้าตรู่ ก็เดินเข้าไปคล้องไหล่เพื่อนสนิท “กล้าหาญมากเลยท่านไป๋ โอเมก้าคนหนึ่งจะฝ่าแนวหน้าเพื่อความรักอย่างไม่หวั่นเกรง ฉันเริ่มมองนายเปลี่ยนไปแล้วล่ะ ไม่สู้คุณชายเฉินตามใจเขาเสียเลย”
“ทำไมนายไม่เปลี่ยนไปทำสำนักจับคู่ล่ะ” เฉินอั้นเฉาหัวเราะเยาะ “ชอบสานสัมพันธ์เสียจริง”
ไป๋โจ้วเท้าคางมองดูพวกเขาทั้งสอง เน้นย้ำว่า “นี่ไม่ใช่การสะกดรอยตามนะ อย่าดูถูกโอเมก้า”
พูดจบ ข้างกายก็มีเสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ดังขึ้นสองสามเสียง มีเพื่อนร่วมชั้นพูดว่า “อย่าหัวเราะเลย แกก็ยังผ่านด่านสองไม่ได้หรอก”
ไป๋โจ้วขี้เกียจสนใจ ยกมือปิดหู ก้มหน้าง่วนศึกษาเตรียมตัวจากวิดีโอการต่อสู้
เฉินอั้นเฉาหรี่ตามองดูท่าทางตั้งอกตั้งใจของเขา พลางคิดในใจว่า ชอบฉันขนาดนี้เลยหรือ
ถึงกับชอบจนยอมถูกซัดเละเพื่อเข้าร่วมการสอบอาสาสมัครที่ไม่มีหวังชนะเนี่ยนะ
เขาเคาะลงบนโต๊ะของอีกฝ่ายเบา ๆ หนึ่งครั้ง “เลือกคู่ต่อสู้ที่อ่อนหน่อย อย่าโดนซัดจนพิการล่ะ”
ไป๋โจ้วไม่ยอมเงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ ตอบรับอย่างเกียจคร้าน “ขอบคุณสำหรับคำดูถูกครับคุณเฉิน รับทราบ”
ในห้องนี้เขาไม่รู้จักใครเลย จะไปรู้ได้ไงว่าใครแกร่งใครอ่อน
ไม่นานนักนักเรียนที่สอบอาสาสมัครก็ถูกรวมตัวไปที่สนามสอบ เพื่อเร่งกระบวนการสอบให้เร็วขึ้น จึงถูกแบ่งออกเป็นห้องกั้นหลายห้องสอบพร้อมกัน นักเรียนหลายคนเตรียมการเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว เข้าสู่เขตเตรียมสอบ
ภายในสนามมีเอเต็มร้อยละเก้าสิบเก้า ไป๋โจ้วยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กวาดตามองไปที่เฉินอั้นเฉาที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งเปลี่ยนเป็นชุดกีฬาแล้ว
ริมฝีปากซีด ร่างกายอ่อนแอ เห็นชัดว่ายังถูกทรมานจากการจู่โจมไข้สูงเมื่อวานนี้
อัลฟ่าในช่วงติดสัด น่าจะอ่อนแอกว่าเอคนอื่น แม้เมื่อคืนจะถูกกดทับจนขยับไม่ได้ แต่ผ่านไปหนึ่งคืน ไม่แน่อาจจะง่อยเปลี้ยลงไปอีก
“อาจารย์ครับ ผมเลือกเขา” ไป๋โจ้วยื่นมือ ปลายนิ้วชี้ตรงไปยังอัลฟ่าที่บ่ากว้างขายาว ผู้ซึ่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองดูเขาด้วยความประหลาดใจไม่น้อย
รอบนี้ข้าง ๆ แทบจะพากันระเบิดเสียงหัวเราะเป็นจังหวะเดียว ฉือเฉิงหัวเราะจนเกือบยืดตัวไม่ตรง “ท่านไป๋ ผมแนะนำให้คุณเลือกใหม่ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการหาเชือกมาเล่นเป็นตุ๊กตาเทอรุเทอโบสึในวันฟ้าใสเลยนะ”
“ผมเลือกเขา” ไป๋โจ้วเอ่ยเน้นทีละคำ “แพ้ชนะผมรับได้”
เฉินอั้นเฉาพลางดึงซิปชุดกีฬาขึ้นไปจนสุดอย่างลวก ๆ พลางเดินเข้ามาใกล้เขา พูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “นี่คาดหวังให้ฉันสงสารโอเมก้าอยู่หรือ”
ไป๋โจ้วส่งยิ้มกว้างให้เขา เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของวัยหนุ่มสาวทั่วร่าง “ใช่แล้ว คุณเป็นคนดีขนาดนี้ คงไม่รังแกโอเมก้าที่อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงอย่างผมหรอกใช่ไหมล่ะ ถ้าถูกซัดจนร้องไห้ พูดออกไปจะน่าฟังแค่ไหน มีผลต่อชื่อเสียงของคุณนะ”
มุมปากของเฉินอั้นเฉากระตุกขึ้นน้อย ๆ ใบหน้าของเขาเป็นแบบที่ดูน่าเกรงขามอย่างมาก เมื่อยิ้มขึ้นมา ในแววตากลับมีแววอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนว่าบางครั้งก็รู้จักทะนุถนอมของงามเหมือนกัน
“งั้นนายต้องผิดหวังแล้วล่ะ ฉันน่ะเป็นโรคจิตที่ชอบดูโอเมก้าร้องไห้ ยิ่งร้องได้น่าสมเพชเท่าไรฉันยิ่งตื่นเต้น”