โม่อู๋หยางแค่นเสียงอย่างดูแคลน ไม่กล่าวอะไรอีก
เฉินสืออันเพิ่มเสียงขึ้นเล็กน้อย “ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าได้ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์มาอย่างไร
ตอนนี้ถึงคราวเจ้าบอกข้าแล้วว่า ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์มีที่มาอย่างไรกันแน่?”
โม่อู๋หยางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “รู้จักจักรวรรดิต้าฟ่งหรือไม่?”
เฉินสืออันพยักหน้า “จักรวรรดิอันเกรียงไกรซึ่งเคยปกครองทั้งเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจ”
“ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์เป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำแคว้นของจักรวรรดิต้าฟ่ง ในอดีต ยอดฝีมือมากมายจากทั้งเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจต่างไม่กล้าขยับเขยื้อนภายใต้แรงกดดันของศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์
ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้าฟ่งปกครองทั้งสองเผ่าพันธุ์ได้” โม่อู๋หยางเอ่ยเสียงต่ำ
ที่แท้เป็นของศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิต้าฟ่ง!
เฉินสืออันสะท้านใจ ก่อนถามต่อว่า “ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์มีประโยชน์อย่างไรบ้าง แล้วต้องทำเช่นไรจึงจะสำแดงอานุภาพสูงสุดของมันได้?”
โม่อู๋หยางส่ายหน้า “จากความทรงจำที่บรรพชนในเผ่าข้าทิ้งไว้ มีเพียงจักรพรรดิผู้สถาปนาจักรวรรดิต้าฟ่งเท่านั้นที่ใช้ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์ได้
หลังจักรพรรดิผู้สถาปนาจักรวรรดิต้าฟ่งสิ้นพระชนม์ ศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกประดิษฐานไว้ในศาลบรรพชนของจักรวรรดิต้าฟ่งมาโดยตลอด เพื่อสะกดโชคชะตาของจักรวรรดิต้าฟ่ง ไม่มีผู้ใดกระตุ้นมันได้อีก
อานุภาพอัศจรรย์ของมันเป็นเช่นไร มีคนรู้อยู่เพียงหยิบมือ แต่รับรองได้ว่าเป็นสิ่งวิเศษยิ่งนัก
มิฉะนั้นจะสะกดทั้งเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจไว้ได้อย่างไร?”
เฉินสืออันผิดหวังเล็กน้อย “แล้วหลังจากนั้นเล่า ต่อมามันไปอยู่ที่ใด?”
โม่อู๋หยางกล่าวเสียงแผ่ว “เรื่องราวหลังจากนั้นข้าก็ไม่รู้ชัด รู้เพียงว่าจักรวรรดิต้าฟ่งแตกสลาย เมืองใหญ่เมืองเล็กที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นซากปรักหักพัง กระทั่งกลายเป็นซากปรักในปัจจุบัน
ส่วนศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์ก็หายสาบสูญไป ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นอีก”
เฉินสืออันครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ในเมื่อเจ้าแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงมองปราดเดียวก็รู้ว่ามันคือศิลาจารึกวิถีศักดิ์สิทธิ์?”
