เฉินสืออันกลับถึงบ้าน ก็ต้องตะลึงจนชะงัก
เห็นเพียงว่าลานบ้านของตระกูลเฉินได้รับการปรับปรุงใหม่หมดแล้ว
กำแพงลานสูงขึ้น ซุ้มประตูก็ใหญ่ขึ้น ทั้งยังมีสิงโตหินคู่หนึ่งตั้งอยู่หน้าประตู
นี่คือภาพของตระกูลใหญ่โดยแท้
หากสภาพแวดล้อมรอบข้างไม่เปลี่ยนไป เขาคงคิดว่าตนเองมาผิดที่จริง ๆ
เวลานี้ ประตูใหญ่ปิดสนิท ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
เฉินสืออันก้าวเข้าไปช้า ๆ ใบหน้าฉายแววฉงนและผิดหวังอยู่หลายส่วน
เดิมทีเขาคิดว่า จากไปหลายเดือน พอกลับมาคราวนี้ บ้านคงเปิดประตูรอเขาไว้ พร้อมเตรียมอาหารเช้ามื้อใหญ่เพื่อรอให้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา
แต่ยามนี้ บ้านตระกูลเฉินกลับเงียบสงัด เย็นเยียบไร้ชีวิตชีวา
ดูคล้ายการกลับมาของเขาไม่ได้รับความสนใจจากใครเลย
หรือว่าทุกคนออกไปทำธุระกันหมด?
เฉินสืออันเคาะประตูเบา ๆ แต่ไม่มีใครขานรับจากด้านใน
เขาเคาะติดกันอีกสองครั้ง ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับ
เฉินสืออันถอนหายใจเบา ๆ ก่อนลองออกแรงผลักประตู
ใครจะคิดว่า
เอี๊ยด ประตูกลับเปิดออก
พร้อมกันนั้น ร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในอ้อมแขนของเฉินสืออัน นั่นคือเฉินเถียนเถียน
ซูฉิงโหรว จ้าวหลิง และฉินเอ้อหนัว ยืนเรียงกันอยู่หลังประตู ต่างยิ้มแย้มเบิกบาน งดงามราวดอกไม้
เห็นได้ชัดว่าพวกนางตั้งใจจะมอบความประหลาดใจให้เฉินสืออัน
“อาเล็ก เมื่อวานเห็นท่านขี่ม้าตัวใหญ่ สง่างามน่าเกรงขามมากเลย!” เฉินเถียนเถียนกอดแขนเฉินสืออันอย่างสนิทสนม ใบหน้าน้อย ๆ เต็มไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
“สืออัน ไม่ได้เจอกันหลายเดือน เจ้าผอมลงไปบ้างนะ” ซูฉิงโหรวกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
จ้าวหลิงในชุดรัดกุม ร่างสูงเพรียว พยักหน้าให้เฉินสืออันเล็กน้อย พลางยิ้มโดยไม่เอ่ยคำ
ฉินเอ้อหนัวสวมกระโปรงยาวสีเขียวเข้ม มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ “เคาะประตูแล้วไม่มีใครขานรับ ในใจคงผิดหวังมากสินะ?”
เฉินสืออันตอบซูฉิงโหรวก่อน แล้วจึงหันไปมองฉินเอ้อหนัว “ไม่ต้องเดาก็รู้ ต้องเป็นความคิดเจ้าแน่ คราวนี้เจ้าสมใจแล้ว เมื่อครู่ข้าผิดหวังอยู่บ้างจริง ๆ”
ฉินเอ้อหนัวหัวเราะคิกคัก รอยยิ้มเบ่งบานดุจบุปผา
