กินเนื้อเก้งจนหมดทั้งตัว ว่านเฮ่อก็ซดสุราจากน้ำเต้าจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียวให้เซียงหลี
เขาโยนน้ำเต้าเปล่าใบหนึ่งให้เซียงหลี พลางกล่าวว่า “สุราของค่ายเฟิงฉี่แรงไม่พอ รสชาติก็ไม่เข้มข้นพอด้วย”
สีหน้าเซียงหลีฉายแววโกรธ กำลังจะเอ่ยปาก
เฉินสืออันกลับยิ้มรับคำพูดนั้นเสียก่อน “สุราจากป้อมปราการเฮยสุ่ยเลื่องชื่อลือไกลนับพันลี้ ค่ายของพวกเราย่อมเทียบไม่ติด”
ว่านเฮ่อเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “เจ้าคือเฉินสืออัน ผู้แทนค่ายเฟิงฉี่เข้าร่วมชุมนุมยอดฝีมือสินะ?”
“เป็นผู้น้อยเองขอรับ”
เฉินสืออันประสานมือคารวะ ตอบด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
ว่านเฮ่อขึ้นเสียงเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าอายุเพียง 19 ปีก็บรรลุขั้นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ไม่เลว ทั้งยังโชคดีไม่น้อย”
เฉินสืออันหัวเราะตอบ “พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของข้าเรียกได้แค่ปานกลางค่อนไปทางดี เพียงแต่โชคดีกว่าผู้อื่นอยู่บ้างเท่านั้น”
ว่านเฮ่อพยักหน้า “เจ้าไม่หยิ่งทะนง ทั้งยังรู้จักประมาณตนดี
การเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์นั้น พรสวรรค์เป็นเพียงด้านหนึ่ง ส่วนโชคกลับสำคัญยิ่งกว่า
ข้าฝึกฝนมาจนถึงทุกวันนี้ พบเจอผู้คนไม่น้อย บางคนเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยกว่าผู้อื่น ทว่าท้ายที่สุดความสำเร็จก็มีเพียงเท่านั้น มิได้สูงกว่าผู้ที่เข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ช้ากว่าสักเท่าไร
ดังนั้น อายุที่มากหรือน้อยยามเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์จึงมิได้บ่งบอกสิ่งใด”
เฉียนซานเสวี่ยกระแอมเบา ๆ กำลังจะพูด
