"อาเล็ก ฝึกฝนกระบวนท่าดาบ แค่ชักดาบออกเฉย ๆ มันไร้ประโยชน์ ต้องไปฝึกฟัน ตวัด แทง พันศีรษะ รัดศีรษะ... และท่วงท่าพื้นฐานการใช้ดาบอื่น ๆ ด้วย"
ซูฉิงโหรวเห็นเฉินสืออันเอาแต่ชักดาบเก็บดาบไม่หยุด ก็สุดจะอดกลั้น เอ่ยเตือนเสียงเบา
นางแม้จะไม่เคยฝึกฝน แต่ก็เห็นสามีรำดาบไม่น้อย จึงรู้เรื่องกระบวนท่าดาบอยู่บ้าง
เฉินสืออันยิ้มน้อย ๆ กล่าวอย่างจริงจังว่า "พี่สะใภ้ ท่วงท่าพื้นฐานที่เจ้าว่านั่นสำคัญก็จริง แต่การชักดาบสำคัญยิ่งกว่า
ยามประมือศัตรู หากข้าชักดาบได้เร็วกว่าผู้อื่น ก็จะชิงความได้เปรียบก่อน
ดังนั้น จะฝึกดาบ ก็ต้องฝึกวิชาชักดาบก่อน"
ซูฉิงโหรวกำลังจะพูด เฉินเถียนเถียนก็เดินเข้ามา เม้มปากน้อย ๆ "นึกว่าเจ้ากลับตัวกลับใจ จะเริ่มต้นใหม่เสียอีก
ดูตอนนี้ ก็ยังเหมือนเก่า เกียจคร้านลื่นไหล ทนทุกข์แม้แต่น้อยไม่ได้
เจ้าฝึกดาบแบบนี้ ต่อให้ฝึกไปร้อยปี ก็ไร้ประโยชน์..."
"เถียนเถียน!"
ซูฉิงโหรวรีบห้ามคำพูดของบุตรสาว และฝืนยิ้มให้เฉินสืออัน "อาเล็ก เถียนเถียนยังเด็ก คำพูดเด็ก ๆ อย่าได้ใส่ใจ"
เฉินสืออันแย้มมุมปาก "เถียนเถียน หากวันใดอาเล็กฝึกกระบวนท่าดาบสำเร็จ เจ้าจะว่าอย่างไร"
เฉินเถียนเถียนโพล่งออกมา "หากเจ้าฝึกกระบวนท่าดาบสำเร็จ ข้าจะรินน้ำล้างเท้าให้เจ้าทุกวัน!"
"หลานสาวผู้ว่าง่าย ถึงตอนนั้น เจ้าอย่าได้กลับคำเชียว" เฉินสืออันยิ้มผ่องใส
เฉินเถียนเถียนฮึเสียงเบา "หากเจ้าฝึกกระบวนท่าดาบไม่สำเร็จเล่า ว่าจะอย่างไร"
"ข้อสันนิษฐานนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น" เฉินสืออันกล่าวจบ ก็ยกเท้าเดินกลับเรือน ทิ้งท้ายทอยให้เฉินเถียนเถียนมอง
...
ชักดาบไม่ถึงสี่สิบครั้ง แขนก็ปวดเมื่อยจนยกไม่ขึ้น
เฉินสืออันเอนพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ
ร่างของเจ้าของเดิมอ่อนแอเกินไป ดาบที่หนักไม่ถึงสิบชั่ง ชักได้แค่สามสิบกว่าครั้ง ก็ต้องหยุดพักเสียแล้ว
ด้วยความคืบหน้าเช่นนี้ การจะชักดาบสามแสนครั้ง อย่างน้อยต้องใช้เวลาสามสี่เดือน
การอาศัยการชักดาบเพื่อเป็นผู้ยุทธ์ขั้นจัดระดับแก้ปัญหาตรงหน้านี้ คงไม่ทันการแน่
เฉินสืออันขมวดคิ้วแน่น ขบคิดหาหนทางอยู่นาน
ทันใดนั้น เขาตาเป็นประกาย หยิบดาบบนโต๊ะวาบขึ้นมา ชักดาบออกครึ่งหนึ่ง แล้วมองไปยังแผ่นศิลาจารึกในสมอง
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยินดีก็คือ จำนวนครั้งการชักดาบบนแผ่นศิลาเพิ่มขึ้นแล้ว
ที่แท้ ไม่ต้องชักดาบออกทั้งเล่มก็ได้
ดังนั้น เขาจึงทดลองต่อไป
วิ่งไปครัว หยิบมีดฟืน มีดทำครัว...
ในที่สุด เขาสรุปได้ว่า ดาบต้องเป็นดาบมีฝักที่ได้มาตรฐาน และน้ำหนักต้องไม่เบา อย่างน้อยต้องหกชั่ง และต้องชักออกอย่างน้อยสองนิ้ว จำนวนครั้งบนแผ่นศิลาจึงจะเพิ่ม
ชักดาบแค่สองนิ้ว ประหยัดเวลาทั้งแรง
เฉินสืออันมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง พออาการปวดตึงแขนทุเลาลง ก็ชักดาบต่อไป...
ทว่า การจะชักดาบสามแสนครั้งก่อนถึงกำหนดชำระภาษีสร้างค่าย ก็ยังไม่มีทางทัน
เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังต้องหาทางออกอื่น
...
ชักดาบถึงสองร้อยครั้ง แขนทั้งคู่ของเฉินสืออันปวดเมื่อยจนยกไม่ขึ้นแล้ว
เขาจึงวางดาบ ขานบอกซูฉิงโหรวหนึ่งที แล้วออกประตูไปอีกครั้ง
ซูฉิงโหรวเห็นน้องสามีเข้าออก ๆ ใจสงสัยนัก แต่ก็ไม่กล้าถามมาก
...
ทิศตะวันออกของค่ายเฟิงฉี่ มีตลาดแห่งหนึ่ง รวมพ่อค้าหลากหลายอาชีพ หนึ่งในนั้นมีตระกูลฟางซึ่งทำกิจการผ้า
เฉินสืออันนั่งในโถงรับแขกตระกูลฟาง ไม่มีผู้ใดรินชาให้ รออยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม ฟางหมิงร่างอ้วนเตี้ยจึงค่อย ๆ เดินย่างเข้ามา
"เสียนจือเฉิน ต้องขออภัยนัก ติดธุระบางอย่างเสียหน่อย ทำให้เจ้าคอยนาน" ฟางหมิงปากกล่าวขออภัย แต่ศีรษะยังเชิดสูง ใบหน้าฉาบด้วยท่าทางยโส
เขานั่งลงบนตำแหน่งประธาน "พี่ชายเจ้าเสียชีวิตกะทันหัน ช่างน่าเศร้าใจ เราเดิมทีตั้งใจจะไปเยี่ยม แต่นึกไม่ถึงว่าเรื่องในร้านมีมาไม่ขาดสาย จนไม่อาจละไปได้
รอวันใดว่างเว้น ข้าจะพาครอบครัวไปรดน้ำศพ"
"พ่อค้าฟางช่างมีน้ำใจ"
เฉินสืออันตอบเรียบ ๆ "ข้ามาวันนี้ เพื่อเรื่องการแต่งงานของหรูอวี้
ตระกูลเฉินประสบเคราะห์ ข้าจึงตั้งใจจะแต่งกับหรูอวี้ในเร็ววัน เพื่อทำพิธีชงสี่"
ได้ยินดังนั้น ฟางหมิงใบหน้าแข็งค้าง นิ่งไปชั่วครู่ กล่าวเสียงต่ำว่า "ความเห็นของเสียนจือเฉิน ข้าเห็นด้วย
แต่ว่า เจ้าจะแต่งกับหรูอวี้ อย่างน้อยก็ต้องรอให้พี่ชายเจ้าทำศพครบเจ็ดวันก่อน"
เฉินสืออันเหลือบตาขึ้นน้อย ๆ "หลังครบเจ็ดวัน พ่อค้าฟางคงจะหาเหตุผลอื่นมาผัดผ่อนต่ออีกกระมัง"
กล่าวถึงตรงนี้ เขาเพิ่มเสียง "บัดนี้ พี่ใหญ่ข้าไม่อยู่แล้ว ไม่อาจดูแลกิจการของตระกูลฟางได้
พ่อค้าฟางไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของข้ากับหรูอวี้ ก็นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์
แต่การยื้อเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา"
ฟางหมิงหน้าแดงก่ำ "เสียนจือเฉิน นี่เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าไม่เห็นด้วยแต่เมื่อใด..."
เฉินสืออันโบกมือ "พ่อค้าฟาง ในเมื่อพูดกันตรง ๆ แล้ว ท่านก็ซื่อตรงบ้างก็ดี เชิญหรูอวี้มาด้วย ข้าอยากฟังความเห็นของนาง
พวกเราวันนี้ ต่อหน้ากลองตรงหน้าฆ้อง กล่าวให้กระจ่าง จะได้แก้ปัญหา
หากพ่อค้าฟางยังจะบ่ายเบี่ยง นั่นก็คือการบิดพลิ้วงานแต่ง ข้าจะเข้าไปฟ้องศาลค่าย"
ได้ยินดังนั้น ฟางหมิงเปลี่ยนสีหน้า กล่าวอย่างรีบร้อนว่า "เสียนจือเฉิน ท่านเข้าใจผิดแล้ว ตระกูลฟางของเรามิได้มีเจตนาบิดพลิ้วงานแต่ง..."
"หากมิคิดบิดพลิ้ว งานแต่งถูกเลื่อนมานานครึ่งปีแล้ว เราให้สองตระกูลจัดการสมรสให้เสร็จในวันพรุ่งนี้เลย ท่านเห็นเป็นอย่างไร" เฉินสืออันเชิดศีรษะขึ้นเล็กน้อย
ฟางหมิงเต็มไปด้วยสีหน้ากลุ้มใจ "เสียนจือเฉิน บัดนี้เจ้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ พรุ่งนี้ก็แต่งเลย เกรงว่าจะไม่เหมาะสม..."
"งานสมรสลดทอนทุกอย่างให้เรียบง่าย จัดพิธีโขกศีรษะอย่างสมถะหน้าแท่นศพพี่ใหญ่ข้า เพื่อปลอบขวัญดวงวิญญาณบนสวรรค์ของเขา มิผิดธรรมเนียมการไว้ทุกข์" เฉินสืออันมีแผนเตรียมไว้แล้ว
ฟางหมิงอ้ำอึ้ง กำลังจะหาถ้อยคำแก้ตัว เงาร่างงามสง่าเส้นหนึ่งก็ก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา
ผู้มาเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง ใบหน้างามสง่าโดดเด่น ร่างสูงโปร่งสะโอดสะอง สวมกระโปรงยาวสีเขียวน้ำ เอวปักดอกบัวขาวหนึ่งดอก
นางคือคู่หมั้นของเฉินสืออัน บุตรสาวของฟางหมิง ฟางหรูอวี้
"เฉินสืออัน หากข้าแต่งเข้าตระกูลเฉิน เจ้าจับจอบไม่เป็น เหวี่ยงดาบล่าสัตว์ไม่ไหว ง้างธนูก็ไม่ขึ้น จะเอาอะไรมาเลี้ยงข้า"
ฟางหรูอวี้ยืนกลางโถงรับแขก หน้าผากงามเชิดขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเย็นชาจ้องเฉินสืออัน สายตาที่ดูถูกและรังเกียจ มิได้ปิดบังแม้แต่น้อย
ที่ตระกูลฟางกับตระกูลเฉินตกลงแต่งงานกัน แน่นอนมิใช่เพราะชอบเฉินสืออันคนเกียจคร้านนี่ แต่เพราะพี่ใหญ่ของเขา
กองอารักขาค่ายในค่ายเฟิงฉี่มีหน้าที่กว้างขวาง ทั้งออกรบ ป้องกัน ตรวจตรา...
พี่ใหญ่ของเฉินสืออันเป็นหัวหน้าหมวดของกองอารักขาค่าย ย่อมพอจะดูแลกิจการของตระกูลฟางได้บ้าง
มาบัดนี้ พี่ใหญ่ของเฉินสืออันจากไปแล้ว ตระกูลฟางจะยังยอมรับการแต่งงานนี้ได้อย่างไร
เฉินสืออันลุกขึ้นยืน แย้มมุมปาก "จะเลี้ยงได้หรือไม่ ต้องแต่งแล้วถึงจะรู้"
"เจ้าเป็นคนเกียจคร้านไร้ความรู้ นอกจากการพนัน เจ้ายังทำอะไรได้อีก ไม่มีพี่ใหญ่เจ้าแล้ว แม้แต่ตัวเองเจ้ายังเลี้ยงไม่รอด"
ฟางหรูอวี้ทำท่าเหยียดหยาม
เฉินสืออันเผยรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า "เช่นนั้น ท่านหนูฟางก็ตัดสินใจจะถอนหมั้นแล้วหรือ"
ฟางหรูอวี้ฮึเสียงเบา "แต่งกับคนพนันไร้ประโยชน์เช่นเจ้า ก็เท่ากับกระโดดลงกองไฟ ต่อให้เป็นใคร ก็ไม่มีใครอยากกระโดดลงกองไฟ..."
"หรูอวี้ อย่าพูดจาเหลวไหล"
ฟางหมิงรีบห้ามฟางหรูอวี้ และประสานมือให้เฉินสืออันรัว ๆ "เสียนจือเฉิน ท่านอย่าได้ถือสา หรูอวี้เพียงแต่พูดด้วยความโกรธ มิได้จะถอนหมั้นจริง"
ในค่ายเฟิงฉี่ ฝ่ายชายถอนหมั้น สินสอดที่ให้ไป ฝ่ายหญิงไม่คืนให้ ส่วนฝ่ายหญิงถอนหมั้น ก็ต้องคืนสินสอดให้ฝ่ายชาย และต้องคืนเป็นสองเท่า
ที่เฉินสืออันมาเยือนตระกูลฟางวันนี้ จุดประสงค์มิใช่เพื่อแต่งกับฟางหรูอวี้
ฟางหรูอวี้นั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารูปร่างงามสง่า แต่นางดูถูกเจ้าของร่างเดิมจากก้นบึ้งของหัวใจ เฉินสืออันไม่มีนิสัยเป็นสุนัขเลียแข้งเลียขา
เขาอยากได้สินสอดที่เคยให้ไปตอนนั้นคืน — เงินหกตำลึง คืนสองเท่า ก็คือสิบสองตำลึง
หากได้เงินสิบสองตำลึง ปัญหาเฉพาะหน้าก็ฝ่าผ่านไปได้
แต่ว่า ตระกูลฟางก็ไม่อยากผูกสัมพันธ์กับตระกูลเฉินมานานแล้ว แต่ก็ไม่ยอมแสดงท่าทีถอนหมั้น กลับผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ ก็เพื่อจะยั่วโทสะเฉินสืออัน ให้เขาทำเรื่องผิดพลาด อันจะหาเหตุผลมาบอกเลิกการแต่งงานนี้ได้
จุดประสงค์ก็คือ ไม่อยากชดใช้สินสอดสองเท่า
เฉินสืออันมองเจตนาของตระกูลฟางทะลุปรุโปร่ง พอมาถึงตระกูลฟาง ก็ตั้งท่าคุกคามข่มขวัญ ก็เพื่อบีบบังคับให้ตระกูลฟางเป็นฝ่ายถอนหมั้น
ฟางหมิงอดทนได้ แต่ฟางหรูอวี้ยังอ่อนวัยเกินไป ไม่อาจกลั้น เอ่ยความคิดในใจออกมาในที่สุด
"พ่อค้าฟาง ท่านยังมีอะไรจะพูดอีก" เฉินสืออันสีหน้าไม่เปลี่ยน น้ำเสียงทุ้มต่ำ
"เสียนจือเฉิน หรูอวี้ถูกข้าตามใจจนเสียคน พูดจาเอาแต่ตามปาก..." ฟางหมิงรีบแก้ตัว
เฉินสืออันเบ้ปาก "เมื่อพ่อค้าฟางและท่านหนูฟางต่างอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา วันนี้ก็ขอพูดให้กระจ่าง งานแต่งถูกเลื่อนมานาน ข้าไม่อยากเลื่อนอีกแล้ว
พรุ่งนี้ ข้าจะแต่งกับท่านหนูฟาง
หากพวกเจ้าตระกูลฟางไม่ยินยอม ข้าจะฟ้องพวกเจ้ายังศาลค่าย ฟ้องว่าพวกเจ้าบิดพลิ้วงานแต่ง เชิญท่านผู้ใหญ่ศาลค่ายตัดสินแทนข้า!"
คำพูดนี้ตัดขาดเด็ดเดี่ยว ไม่มีช่องว่างให้ต่อรองแม้แต่น้อย
ฟางหมิงหน้าถอดสี รีบเอ่ยว่า "หรูอวี้ ดูเด็กคนนี้สิ เอาแต่อารมณ์พูดจาเหลวไหล รีบขออภัยเสียนจือเฉินเถิด..."
"ท่านพ่อ ท่านเองก็ปฏิเสธงานแต่งนี้แล้ว ยังจะปิดบังอำพรางทำไมอีก"
ฟางหรูอวี้โบกมือขัดบิดา "เฉินสืออันก็เป็นแค่นักพนัน ขี้แพ้พนัน ต่อให้ข้าตาย ก็ไม่มีทางแต่งกับเขา
ท่านพ่อ การถอนหมั้นก็เพียงแต่ให้เงินเขาสิบสองตำลึงเท่านั้น เทียบกับความสุขชั่วชีวิตของบุตรสาวแล้ว จะนับเป็นอะไรได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานข้าผ่านการทดสอบแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าศึกษาที่สำนักบู๊เฟิงฉี่ได้ จะได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ผู้ยุทธ์ขั้นจัดระดับในค่าย ก้าวต่อไปก็อาจกลายเป็นผู้ยุทธ์ขั้นจัดระดับ
บัดนี้ ต่อให้เฉินสืออันร้อยคนมารวมกัน ก็ไม่คู่ควรกับบุตรสาวแล้ว
รีบสะสางสัญญาหมั้นเสีย ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อตัวข้าและตระกูลฟางของเรา"