เฉินสืออันรีบก้าวเข้าไปหา ก่อนประสานมือคารวะหญิงชราอย่างนอบน้อม “ท่านป้า พวกเราเป็นคนของหน่วยล่าสัตว์ปีศาจ เป็นสหายของเสี่ยวซานขอรับ”
“หน่วยล่าสัตว์ปีศาจ?”
สีหน้าของหญิงชราผ่อนคลายลงเล็กน้อย นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างสงสัย “ช่วงก่อนพวกเจ้าไม่ได้มาที่นี่แล้วหรือ ทั้งยังเอาฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ และเงินปลอบขวัญสิบตำลึงมาให้ด้วย”
ผีโหวก้มคำนับหญิงชรา “ท่านป้า คนผู้นี้คือเฉินสืออัน หัวหน้าหมู่ของพวกเรา วันนี้พวกเรามาในนามของหมู่ มิใช่หน่วยล่าสัตว์ปีศาจขอรับ
เสี่ยวซานเป็นพี่น้องของพวกเรา เขาประสบเหตุ พวกเราทุกคนต่างเสียใจ วันนี้จึงตั้งใจมาเยี่ยมท่าน”
หญิงชรากะพริบตา หยาดน้ำตาเอ่อคลอในดวงตา นางเปิดประตูออกจนสุด แล้วเชิญเฉินสืออันกับพวกเข้าไปข้างใน
“บ้านข้าเล็กนัก พวกเจ้ามากันตั้งหลายคน คงนั่งในบ้านไม่พอ เอาเป็นว่านั่งกันในลานบ้านแล้วกัน”
หญิงชราเผยสีหน้าขอโทษ “ข้าจะไปชงชาให้พวกเจ้าเดี๋ยวนี้”
เฉินสืออันรีบโบกมือ “ท่านป้า ไม่ต้องลำบากหรอก พวกเราไม่กระหายน้ำ”
พูดจบ เขากวาดตามองไปรอบ ๆ เห็นบ้านหลังน้อยทรุดโทรมจนแทบดูไม่ได้ ผนังกับหลังคามีรอยรั่วอยู่หลายแห่ง
เขาจึงหยิบเงินหลายตำลึงออกจากอกเสื้อ โยนให้ผีโหว “พาพี่น้องอีกสองคนไปซื้ออิฐ กระเบื้อง และปูนมา ซ่อมแซมบ้านเสียหน่อย”
ผีโหวรับเงินไว้ ก่อนโบกมือเรียกชายฉกรรจ์สองสามคน แล้วก้าวฉับ ๆ ออกไป
หญิงชราดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด รีบเอ่ยว่า “หัวหน้าเฉิน บ้านข้าไม่ต้องซ่อมหรอก อยู่แบบนี้ก็พออาศัยได้แล้ว พวกเจ้าล้วนมีธุระมากมาย จะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เฉินสืออันกลับโบกมือ แล้วหันไปบอกตู้กังกับคนที่เหลือว่า
“อย่ามัวแต่ยืนเกะกะ ไปดูในบ้านว่ามีตรงไหนพอช่วยได้บ้าง กว้านบ่อน้ำควรซ่อมแล้ว ค้ำโครงองุ่นตรงนั้นให้แน่นหนาหน่อย แล้วก็ซ่อมประตูด้วย…”
สิ้นเสียงของเขา ชายฉกรรจ์คนอื่น ๆ ก็เริ่มลงมือทำงานทันที
ไม่นานนัก เสียงตอกเคาะก็ดังขึ้นทั่วลานบ้าน บรรยากาศคึกคักยิ่ง
