ภายในห้องพลันมืดสนิท
ทว่า สำหรับเฉินสืออันแล้ว เขามองเห็นในความมืดได้ จึงไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
เขาเห็นหลิ่วชิงอียืนตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้างามแดงระเรื่อ หายใจหอบถี่ ร่างกายสั่นเทาอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากำลังประหม่าอย่างยิ่ง
เฉินสืออันเอ่ยเสียงเบา “หลิ่วชิงอี ดับตะเกียงทำไม?”
ชายหญิงอยู่กันตามลำพังในห้องเดียว ยามราตรีไร้แสงตะเกียง บรรยากาศชวนให้จินตนาการเช่นนี้ เฉินสืออันจะไม่รู้ความหมายที่หลิ่วชิงอีดับตะเกียงได้อย่างไร
ที่ถามเช่นนี้ก็เพียงหาเรื่องพูดเท่านั้น
หลิ่วชิงอีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “นายท่านไยต้องถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ตอนนี้ข้าสวามิภักดิ์ต่อท่านแล้ว ทั้งกายและใจย่อมเป็นของท่าน”
เมื่อมีโฉมงามเย้ายวนอยู่ตรงหน้า ทั้งยังอยู่ในท่าทีพร้อมให้เขาเชยชม เฉินสืออันอดรู้สึกใจเต้นพลุ่งพล่านขึ้นมาไม่ได้
หลิ่วชิงอีพูดจบ ราวกับรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ได้แล้ว นางขยับเท้าเบา ๆ เดินไปทางเตียง
จากนั้นก็นั่งลงตรงขอบเตียง แล้วเริ่มปลดกระดุมชุดกระโปรงยาว
กระดุมเม็ดที่หนึ่ง เม็ดที่สอง และเม็ดที่สามถูกปลดออกตามลำดับ……
แม้ภายในห้องจะมืดสนิท ทว่าผิวขาวผ่องอวบอิ่มนั้นกลับปรากฏชัดในสายตาของเฉินสืออัน
ยามนี้แทบจะเผยออกมาอยู่แล้ว หากปลดกระดุมออกอีกเม็ด… ผลที่ตามมาย่อมเกินควบคุม
หัวใจของเฉินสืออันราวกับมีมือเล็ก ๆ นับหมื่นกำลังเกาอยู่ อดใจแทบไม่ไหว อยากก้าวเข้าไปช่วยหลิ่วชิงอันปลดกระดุมเสียเอง
แต่ตอนที่หลิ่วชิงอีกำลังจะปลดกระดุมเม็ดที่สี่ เขาก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน “หลิ่วชิงอี รีบติดกระดุมเสีย เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้”
หลิ่วชิงอีนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาดำขลับเป็นประกายมองเฉินสืออันอย่างสงสัย
