“ข้าสาบานไปแล้ว ถึงตาเจ้าแล้ว”
กู้ชิงเหยาเงยดวงตาดำขลับงดงามขึ้น จ้องเฉินสืออันเขม็ง
เฉินสืออันกระแอมเบา ๆ แล้วยกมือขวาขึ้นเช่นกัน ก่อนกล่าวเสียงดังว่า “ข้าขอสาบานด้วยจิตแห่งวิถียุทธ์ว่า ข่าวเกี่ยวกับสินแร่เหล็กดำ ข้าจะขายให้ป้อมปราการหลิวซือเพียงแห่งเดียว จะไม่ขายให้ผู้ใดอีกเป็นอันขาด
หากผิดคำสาบาน ขอให้จิตแห่งวิถีของข้าแหลกสลาย นับแต่นี้เส้นทางยุทธ์จงขาดสะบั้น!”
สิ้นเสียง เฉินสืออันก็สัมผัสได้ถึงพลังไร้รูปร่างสายหนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า ลงมาสู่ร่างของตน
ขณะเดียวกัน ลมก็พลันก่อตัวขึ้นรอบกายเขา ก่อนหมุนวนรวมกันเป็นพายุหมุน กินเวลาถึงสิบลมหายใจกว่าจะสลายไป
กู้ชิงเหยาได้ยินคำสาบานของเฉินสืออันแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ครั้นพินิจดูให้ละเอียดกลับเห็นว่าไม่มีปัญหา จึงยิ้มบาง ๆ “พวกเราสาบานกันเสร็จแล้ว นับว่ามีความไว้วางใจต่อกัน ต่อไปข้าจะส่งข่าวไปยังป้อมปราการ ให้พวกเขานำโอสถชำระไขกระดูกมาส่งก่อน”
เฉินสืออันพยักหน้า “เงินหนึ่งล้านตำลึงมิใช่จำนวนน้อย ตอนขนส่งพวกเจ้าต้องระมัดระวังหน่อย เส้นทางไกล อย่าให้เกิดเหตุผิดพลาดขึ้น เงินก้อนนี้ข้าจำเป็นต้องใช้ด่วน”
กู้ชิงเหยาหัวเราะเบา ๆ “วางใจเถิด แม้ซากปรักจะวุ่นวาย แต่ในเขตนี้ไม่มีใครกล้าปล้นเงินของป้อมปราการหลิวซือหรอก”
“เช่นนั้นก็ดีที่สุด”
เฉินสืออันเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย “ในเมื่อการซื้อขายตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ข้าก็ไม่รบกวนอีก ขอลา”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังช้า ๆ เดินเอื่อยเฉื่อยเข้าไปในป่า
เดินไปได้สิบสามก้าว กู้ชิงเหยาก็ตะโกนขึ้นกะทันหัน “เฉินสืออัน!”
เฉินสืออันเกือบขานรับไปตามสัญชาตญาณ แต่พออ้าปากก็พลันได้สติ รีบกลืนคำพูดที่จวนจะหลุดออกมา
เขาค่อย ๆ หันกลับมา มองกู้ชิงเหยาด้วยความสงสัยเต็มอก “หมายความว่าอย่างไร เฉินสืออัน? เขาเป็นใคร?”
กู้ชิงเหยายิ้มบาง “ไม่มีอะไร แค่นึกถึงสหายเก่าคนหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน”
เฉินสืออันเลิกคิ้ว “คุณหนูกู้ช่างเล่นละครเก่งเสียจริง”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังอีกครั้ง เพียงไม่กี่ก้าวก็เดินหายเข้าไปในป่า
ในเวลาเดียวกัน หลิวหยางกับมู่เถี่ยจู้ก็ก้าวฉับ ๆ มาหากู้ชิงเหยา
“คุณหนู เหตุใดท่านจึงไม่ให้พวกเราลงมือ?”
