จวินเช่อไม่ได้ขัดขืน เขาปิดไดร์เป่าผม แล้วปล่อยให้ฉู่อีอีจับมือเขาไว้เพื่อตรวจชีพจร
เขาหลุบตามองฉู่อีอีที่กำลังตั้งใจจับชีพจรให้ แววตาเรียวยาวมีรอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่
ฉู่อีอีตรวจมือข้างหนึ่งเสร็จ ก็เปลี่ยนไปตรวจอีกข้างต่อ
ผ่านไปหลายนาที เธอถึงปล่อยมือเขา คิ้วขมวดเล็กน้อย “ทำไมลมหายใจนายถึงปั่นป่วนขนาดนี้ แถมยังมีอะไรอัดอั้นอยู่ในใจอีก?”
“มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า?”
จวินเช่อหลุบตามองเธอแล้วพูดว่า “พอมองไม่เห็นเธอแล้วใจก็ไม่สงบ เราไม่เคยห่างกันนานขนาดนี้มาก่อน”
ฉู่อีอีชะงักไป
ลองคิดดูดี ๆ ตั้งแต่รู้จักกันมา พวกเขาก็ไม่เคยแยกจากกันจริง ๆ
ตอนเธอเพิ่งเกิดก็ถูกทอดทิ้ง ช่วงแรกมีชายชราเก็บของเก่าที่มีความบกพร่องทางสติปัญญารับเธอไปเลี้ยง
แต่พอเธออายุ 3 ขวบ คุณปู่ก็เสียชีวิต จากนั้นเธอก็เริ่มเร่ร่อนอยู่คนเดียว
เพราะมีการวางผังเมือง ไม่อนุญาตให้คนเร่ร่อนอยู่ในเมือง เธอจึงมักถูกคนจับตัวไปตอนกลางดึก แล้วส่งไปเมืองอื่นพร้อมกับคนเร่ร่อนกลุ่มหนึ่ง
หลังจากถูกส่งต่อไปมา สุดท้ายเธอก็ถูก “ปล่อยทิ้ง” ไว้ในย่านแสนวุ่นวายแห่งหนึ่งของเมืองชายแดนทางใต้
ที่นั่นทั้งยากจนและล้าหลัง แต่ก็เปิดกว้างมาก ไม่มีใครรังเกียจคนเร่ร่อน
แน่นอนว่าที่นั่นซ่อนอันตรายและความชั่วร้ายเอาไว้มากมายเช่นกัน
ภายหลังเธอถึงได้รู้ว่าที่นั่นถูกเรียกว่าสลัม
ที่นั่นเอง เธอได้พบกับจวินเช่อที่อายุน้อยกว่าเธอสองเดือน
พวกเขาเริ่มเร่ร่อนด้วยกัน
เพราะเธอเคยได้ยินคนแถวนั้นคุยกันว่า มักมีคนมาจับตัวผู้คนที่นี่ไปเป็นคลังอวัยวะให้พวกเศรษฐี
เธอกลัวว่าจะถูกจับไปควักอวัยวะ จึงหลบซ่อนตัวกับจวินเช่อตอนกลางวัน แล้วค่อยแอบออกไปหาเศษอาหารกินตอนกลางคืน
พวกเขาหลบ ๆ ซ่อน ๆ เร่ร่อนด้วยกันอยู่สองปี จนตอนอายุ 5 ขวบก็ได้พบกับพี่ไน่ ฉู่ไน่ ซึ่งอายุมากกว่าพวกเขา 5 ปี
