“คนหัวรั้นตัวน้อย ข้ากระหายน้ำ เอาน้ำมาให้ข้าหน่อย”
“คนหัวรั้นตัวน้อย เมื่อไรกันถึงจะไปถึงเสียที”
“คนหัวรั้นตัวน้อย ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าแบกข้าหน่อย”
ระหว่างทางลงเขาไปทำภารกิจ ซูหว่านเจาทำตัวออดอ้อนเอาแต่ใจเป็นที่สุด จุดประสงค์ก็เพื่อให้เซี่ยหานเซิงรู้ว่าการเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างนางลงเขานั้นต้องแลกด้วยอะไร
การลงเขาด้วยการควบกระบี่ใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูป ทว่าซูหว่านเจากลับควบกระบี่เหาะเหินไม่ได้
เซี่ยหานเซิงคิดจะพานางเหาะไปด้วย
นางจึงบอกว่า “ข้าเวียนหัวเวลาอยู่บนกระบี่ เจ้าเห็นสมควรอย่างไรก็จัดการเอาเองเถิด”
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงเลือกเดินลงเขา ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไปไม่ถึงเชิงเขา
ระหว่างทาง ซูหว่านเจาพยายามหาทางกลั่นแกล้งเซี่ยหานเซิงสารพัด หวังแก้แค้นความชั่วร้ายของอีกฝ่าย
น่าเสียดายที่จิตใจของอีกฝ่ายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า อารมณ์มั่นคงดุจขุนเขา จึงไม่ถูกทำให้ลำบากแต่อย่างใด
เช่นเดียวกับตอนนี้ ซูหว่านเจาย่อตัวลงนั่งกับพื้น บอกว่าเดินไม่ไหวแล้ว ให้เขาแบกนาง
ปากเขายังพูดจาโบราณคร่ำครึทำนองว่าชายหญิงมิสมควรสัมผัสกัน แต่ร่างกายกลับซื่อตรงย่อตัวลงตรงหน้านาง
“ขึ้นมา”
“นับว่าเจ้ายังรู้ความ” ซูหว่านเจาฮึดฮัด ก่อนกระโดดขึ้นไปบนหลังเขา แขนเรียวบางโอบรอบคอชายหนุ่มจากด้านหลัง
นางตัวเล็กนิดเดียว ทั้งยังเบาหวิว สำหรับนักบำเพ็ญแล้วแทบไม่มีน้ำหนัก
ปลายจมูกของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของสตรี หวานละมุนไม่เลี่ยน ชวนให้ใจหวั่นไหว นางยังคงพูดจ้อโอ้อวดอยู่บนหลังเขา ระหว่างพูด ริมฝีปากนุ่มนิ่มก็แตะใบหูของเขาแผ่วเบาเป็นครั้งคราว ทำให้เซี่ยหานเซิงยากจะรวบรวมสมาธิ และยิ่งฟังไม่ชัดว่านางพูดอะไร
