คำพูดของสวี่หยางทำให้เสิ่นเยว่ฮ่วนก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากแดงแน่น ในใจปั่นป่วนไม่เป็นสุข
แม้เธอกับสวี่หยางจะไม่ได้สัมผัสเนื้อต้องตัวกันจริง ๆ แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในห้องเดียวกันตลอดทั้งคืน แถมร่างกายของเธอ...ยังถูกเขาเห็นจนหมดแล้ว
เธอไม่ใช่ผู้หญิงหัวโบราณ ถึงขั้นจะเป็นจะตายเพียงเพราะถูกผู้ชายเห็นร่างกาย แต่ปัญหาคือผู้ชายที่เห็นร่างกายเธอไม่ใช่ใครอื่น กลับเป็นอดีตสามีของเพื่อนสนิท
ไม่ว่ายังไง เธอก็ไม่อยากให้เพื่อนสนิทรู้เรื่องนี้ จะได้ไม่เกิดความบาดหมางกัน
“นาย... นายจะทำอะไร?” เธอถามเสียงเบา
เสียงของเธอเบาหวิว แถมยังรีบหันไปเหลือบมองฉู่ซิงอวี่ที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่นอกร้านอาหาร ดูมีพิรุธเหมือนคนทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ
สวี่หยางยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “ฉันอยากให้ไอ้อ้วนโจวเจ็บตัวสักหน่อย เธอต้องช่วยฉัน”
“หา? แค่นี้เองเหรอ...”
เสิ่นเยว่ฮ่วนชะงักไปนิดหนึ่ง แววผิดหวังที่สังเกตได้ยากวูบผ่านดวงตา
สวี่หยางเบ้ปาก หยอกว่า “ผู้อำนวยการเสิ่น ทำไมทำหน้าเหมือนผิดหวังล่ะ หรือเธอหวังให้ฉันใช้เรื่องนี้ข่มขู่ แล้วบังคับให้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฉันหรือไง?”
“ฉัน... ฉันเปล่า”
เสิ่นเยว่ฮ่วนรีบปฏิเสธ ใบหน้ารูปไข่สวย ๆ แดงก่ำขึ้นมาทันที ท่าทางลนลานปนความอับอายที่เหมือนถูกจับได้
“ไม่มีก็ดี” สวี่หยางหัวเราะหึ ๆ สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าของเสิ่นเยว่ฮ่วน น้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ฉันน่ะยึดคติว่าใครไม่หาเรื่องฉัน ฉันก็ไม่หาเรื่องเขา ฉันสาบานต่อฟ้าได้เลยว่าไม่เคยทำอะไรที่ผิดต่อไอ้อ้วนโจวสักอย่าง แต่เขากลับพยายามหาทางเล่นงานฉันไม่หยุด น่าจัดการจริง ๆ ว่าไหม?”
เสิ่นเยว่ฮ่วนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ความเขินอายบนใบหน้าจางหายไปกว่าครึ่ง แทนที่ด้วยแววสงสัย เธอเงยหน้ามองสวี่หยาง แล้วถามอย่างไม่เชื่อว่า “นายไม่ได้เคยคบกับภรรยาเขาเหรอ?”
“จิ๊ ๆ” สวี่หยางจุปากอย่างไม่พอใจ ทำหน้าใสซื่อ “ตอนฉันคบกับจางจิ้ง สองคนนั้นยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย จางจิ้งเองยังไม่เคืองฉัน แล้วเขามีสิทธิ์อะไร?”
“จิ้งจิ้ง?” เสิ่นเยว่ฮ่วนแสดงสีหน้ารังเกียจ ก่อนพูดประชดว่า “เรียกสนิทสนมเชียวนะ”
“เฮ้ อย่าคิดมากสิ!” สวี่หยางโบกมือ แล้ววกกลับเข้าเรื่อง “ผู้อำนวยการเสิ่น ดูเธอสิ เพิ่งเข้าบริษัทมาก็โดนไอ้อ้วนโจววางแผนเล่นงานแล้ว ถ้าไม่ได้เจอฉัน ป่านนี้คงเสียตัวไปแล้ว ถึงผลลัพธ์จะยังไม่ถึงขั้นแก้ไขไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไอ้อ้วนโจวจะลอยนวล เธอไม่คิดจะเอาคืนบ้างเลยหรือไง?”
เสิ่นเยว่ฮ่วนไม่ได้รีบตอบ เธอหรี่ตามองอย่างครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนพูดว่า “ฉันเกลียดคนที่คิดร้ายกับฉันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีหลักฐาน จะให้เชื่อคำพูดนายฝ่ายเดียวแล้วปักใจว่าคุณโจวกำลังเล่นงานเรา จากนั้นก็เอาคืนแบบไม่คิดหน้าคิดหลังได้ยังไง? ถ้าสุดท้ายเข้าใจเขาผิดขึ้นมา จะจัดการลำบากไหม? แล้วยังอาจทำให้คนในบริษัทแตกคอกันอีก แบบนั้นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่”
สวี่หยางเหงื่อตก “ไม่ใช่สิ ผู้อำนวยการเสิ่น ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคนมีเหตุผลขนาดนี้”
“นี่นายกำลังชมฉันอยู่ใช่ไหม?” เสิ่นเยว่ฮ่วนไม่ค่อยแน่ใจ รู้สึกว่าสวี่หยางกำลังเหน็บแนมเธออยู่มากกว่า
“หึ ๆ” สวี่หยางหัวเราะเย็นชา “งานเลี้ยงต้อนรับเมื่อคืน ไอ้อ้วนโจวเป็นคนจัดการเองทุกรายละเอียดก็อยู่ในการควบคุมของเขา แถมยังเป็นคนยื่นเหล้าให้เธอเองด้วย ใช่ไหม?”
เสิ่นเยว่ฮ่วนคิดอย่างจริงจังแล้วพยักหน้า
สวี่หยางพูดต่อ “ดื่มเหล้าได้ไม่นานเธอก็เริ่มมึน ทั้งที่มีคนอยู่ตั้งเยอะ ไอ้อ้วนโจวกลับเจาะจงให้ฉันพาเธอไปพัก เธอไม่คิดว่ามันมีปัญหาเหรอ?”
เสิ่นเยว่ฮ่วนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ หรือเขาเห็นว่าฉันเมาแล้วรับมือยาก เลยโยนปัญหามาให้นาย”
“ถ้าเป็นคนอื่นก็พออธิบายได้ แต่เธอไม่เหมือนคนอื่น เธอเป็นผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบคนใหม่ มีตำแหน่งเท่ากับผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมอย่างไอ้อ้วนโจว บางครั้งเธอยังมีอำนาจตัดสินใจในบริษัทมากกว่าเขาด้วยซ้ำ แล้วยิ่งไปกว่านั้น...”
พูดถึงตรงนี้ สวี่หยางเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วกวาดตามองเสิ่นเยว่ฮ่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า
พอถูกจ้องแบบนั้น เสิ่นเยว่ฮ่วนก็เริ่มทำตัวไม่ถูก ไม่นานใบหน้าก็แดงขึ้นอีก
“จะพูดก็พูดสิ จ้องฉันตาเป็นมันทำไม?”
“ช่วยไม่ได้ ฉันไม่ค่อยสนใจผู้หญิงเท่าไร แต่เธอดูเย้ายวนมากจนผู้ชายที่มีความต้องการต่ำแค่ไหนก็ยังอดมองเพิ่มอีกสองสามครั้งไม่ได้”
“เย้ายวนมาก?”
เสิ่นเยว่ฮ่วนทำหน้าไม่พอใจ “ที่บอกว่าฉันดูเย้ายวนมากนี่หมายความว่ายังไง? หาว่าฉันยั่วผู้ชายหรือไง?”
“ไม่ใช่เลย!” สวี่หยางส่ายนิ้วชี้อย่างจริงจัง “ความยั่วเย้ามันเป็นเสน่ห์ที่แสดงออกมาชัดเจน ทำให้คนอยากล่วงเกิน แต่ความเย้ายวนที่ฉันพูดถึงเป็นเสน่ห์ที่เก็บไม่มิด ทำให้คนอยากค้นหา”
“เก็บไม่มิด?”
เสิ่นเยว่ฮ่วนยังไม่ค่อยเข้าใจ “ไม่เคยมีใครพูดถึงฉันแบบนี้มาก่อน”
เธอไม่ได้ยกยอตัวเอง แต่รู้ดีว่าตัวเองมีเสน่ห์แค่ไหน ในฐานะสาวสวยที่มีทั้งหน้าตาและรูปร่างโดดเด่น ตลอดหลายปีมานี้มีคนตามจีบไม่ขาดสาย
มีคนชมว่าเธอสวย เซ็กซี่ หรือน่ารักอยู่ไม่น้อย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำประเมินแบบสวี่หยาง
เสน่ห์ที่เก็บไม่มิด ทำให้คนอยากค้นหา
ฟังดูทะลึ่งนิด ๆ แต่ก็ชวนให้รู้สึกดี
“ผู้ชายคนอื่นตื้นเขินกันทั้งนั้น สนใจแต่ความสวยที่เห็นจากภายนอก แต่สวี่หยางอย่างฉันไม่เหมือนกัน ฉันชอบค้นหาเสน่ห์ที่ผู้หญิงตั้งใจซ่อนไว้ เหมือนกินไอศกรีมสอดไส้นั่นแหละ ต้องใช้ความอุ่นจากในปากละลายชั้นนอกก่อน พออุณหภูมิพอดี ของอร่อยที่ซ่อนอยู่ข้างในก็จะไหลออกมาเอง”
“...” เสิ่นเยว่ฮ่วนลองนึกภาพตามที่สวี่หยางพูด ใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ก่อนทำหน้าเหยเกแล้วว่า “แหวะ ไอ้ลามก น่าขยะแขยงจริง ๆ”
สวี่หยางกลอกตา “เห็นไหม คิดไปไกลแล้วไง ถึงบอกว่าเธอดูเย้ายวนไงล่ะ จริง ๆ เป็นสาวหื่นตัวแม่ แต่ชอบทำเป็นรักสงบไม่สนเรื่องพวกนี้”
“ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย”
เสิ่นเยว่ฮ่วนปฏิเสธไม่หยุด แต่ใบหน้าที่แดงจนแทบมีน้ำหยดลงมาได้กับมือที่กำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะกลับทรยศเธอ
สวี่หยางไม่พูดอะไรต่อ แค่ยิ้มเจ้าเล่ห์มองเธอ
เสิ่นเยว่ฮ่วนทนไม่ไหวแล้ว เธอโบกมือไล่บรรยากาศคลุมเครือรอบตัว “นายเป็นผู้ชายเจ้าชู้ที่ผ่านผู้หญิงมาเยอะจริง ๆ ด้วย ทำไมเสี่ยวซิงถึงไปชอบผู้ชายอย่างนายได้?”
“ฉันเคยเจอผู้หญิงมาเยอะก็จริง แต่ตลอดสองปีที่แต่งงานกับเสี่ยวซิง ฉันก็ทำตัวดีมาตลอด ไม่เคยทำอะไรผิดต่อเธอเลย”
“ถุย ฉันไม่เชื่อหรอก ถ้านายไม่ได้ทำอะไรผิดต่อเธอ แล้วจะหย่ากันทำไม?”
“เรื่องนั้น...” สีหน้าสวี่หยางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความยียวนลดลง เหลือเพียงความเศร้าหมอง แต่ความรู้สึกนั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว “เรากำลังคุยเรื่องเอาคืนไอ้อ้วนโจวไม่ใช่เหรอ จะพูดถึงฉันกับเสี่ยวซิงทำไม?”
“นายเป็นคนเริ่มพูดว่าฉันดูเย้ายวนเองนะ” เสิ่นเยว่ฮ่วนพองแก้มอย่างไม่พอใจ
“อ้อ จริงด้วย” สวี่หยางพยักหน้าแล้วพูดต่อ “เธอเป็นสาวสวยขนาดนี้ ไอ้อ้วนโจวก็เป็นคนเจ้าชู้ จะไม่ฉวยโอกาสตอนเธอเมาเข้าหาเธอ แต่กลับโยนเธอให้ฉันอย่างนั้นเหรอ? เธอว่ามันสมเหตุสมผลไหม?”
“นี่...”
พอเสิ่นเยว่ฮ่วนคิดดูดี ๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลจริง ๆ
ครุ่นคิดครู่หนึ่ง เธอก็ถามต่อว่า “นายรู้ได้ยังไงว่าคุณโจวเจ้าชู้?”
“ก็คนที่นอนข้างเขาเป็นคนเล่าให้ฉันฟังน่ะสิ” สวี่หยางตอบอย่างภาคภูมิใจ
เสิ่นเยว่ฮ่วนขมวดคิ้ว แล้วพูดประชดอีกครั้งว่า “จิ้งจิ้งของนายเหรอ?”
“เฮ้ พูดแบบนี้ไม่ได้นะ” สวี่หยางทำท่าปิดปาก ก่อนพูดอย่างจริงจังว่า “เอาเป็นว่าเรื่องที่ไอ้อ้วนโจวชอบไปเกาะแกะผู้หญิงข้างนอกน่ะ ใคร ๆ ก็รู้ ภรรยาจับได้ตั้งหลายครั้งแล้ว เป็นคนเจ้าชู้ขนาดนั้น จะยอมพลาดโอกาสค้างคืนกับเธอได้ยังไง? ต่อให้จู่ ๆ เขาเปลี่ยนนิสัย กลายเป็นคนใจกว้างมีน้ำใจ ก็ไม่ถึงกับยกโอกาสให้ฉันหรอก จริงไหม?”
เสิ่นเยว่ฮ่วนเงียบไป หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาก็แน่วแน่ขึ้นมา “ก็ได้ ฉันเชื่อนายแล้ว งั้นบอกมาสิว่าเราจะเอาคืนเขายังไง?”
“เรื่องผู้หญิงนี่แหละทำให้คนพลาด เราใช้ความเจ้าชู้ของเขาให้ภรรยาจัดการเขาเอง”
“ยุให้สองคนนั้นทะเลาะกันแบบนี้ จะไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ?” เสิ่นเยว่ฮ่วนลังเล
สวี่หยางกลอกตา “ไม่ใช่สิ ผู้อำนวยการเสิ่น เธอใจดีขนาดนี้เลยเหรอ? เพิ่งเข้าบริษัทก็โดนเขาวางยาแล้วส่งไปอยู่บนเตียงคนอื่น ถ้ามีหลักฐานครบก็ส่งเขาเข้าคุกได้เลยนะ แต่เธอยังเป็นห่วงความสัมพันธ์ของสองคนนั้นอีกเหรอ?”
“ฉัน...”
เสิ่นเยว่ฮ่วนพูดไม่ออก
“คนใจดีมักถูกรังแก ม้าที่เชื่องก็ถูกคนขี่ ผู้อำนวยการเสิ่น เธอใจดีได้ แต่จะปล่อยให้ใครมาควบคุมไม่ได้ เพิ่งเข้าวงการทำงาน ยิ่งต้องทำให้คนอื่นรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ ไม่อย่างนั้นวันหน้าจะลำบาก”
สวี่หยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เสิ่นเยว่ฮ่วนจมอยู่กับความคิด
ผ่านไปนาน เธอจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ฉันว่าที่นายพูดมีเหตุผล แล้วเราต้องทำยังไง?”
“ฉลาดสอนได้จริง ๆ” สวี่หยางยิ้มอย่างพอใจ แล้วขยับเก้าอี้ไปด้านหลัง สายตาเลื่อนต่ำลงตามจังหวะ จนไปหยุดอยู่ที่เรียวขาสวยของเสิ่นเยว่ฮ่วนซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยถุงน่องสีดำเนื้อบางใต้โต๊ะ “ถอดถุงน่องออกก่อน”
