ท่านฉินพูดจบก็หันไปกวักมือเรียกใครบางคนที่ปลายทางเดิน
คนสองคนเดินออกมาจากหัวมุม
ดวงตาของหลินฮุ่ยฟางแดงก่ำ มือกำแขนสามีไว้แน่น สีเหวินหย่วนดูสงบนิ่งพอสมควร เพียงแต่ก้าวเท้าเร็วกว่าปกติมาก จนเกือบทิ้งภรรยาไว้ข้างหลัง
สีเฉียวมองเห็นพวกเขาผ่านกระจก แต่กลับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“พ่อ แม่?”
“เด็กดี”
หลินฮุ่ยฟางเพิ่งเรียกได้สองคำ น้ำตาก็ร่วงลงมา
สีเฉียวรีบวิ่งไปที่กระจก ยกมือแนบลงไป “แม่ อย่าร้องไห้เลย หนูสบายดี ไม่เป็นอะไรเลยสักนิด”
“บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นงั้นเหรอ? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ยังปิดบังพวกเราอีก” หลินฮุ่ยฟางแนบมือลงบนกระจกอีกด้านเช่นกัน มองสำรวจลูกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าผ่านกระจกหนา
“บาดเจ็บจริง ๆ หรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะ”
สีเฉียวรีบส่ายหน้า บาดแผลที่ได้รับก่อนหน้านี้หายดีตั้งนานแล้ว พูดแบบนี้ก็ไม่ถือว่าโกหก
สีเฉียวหมุนตัวอยู่กับที่ แล้วกระโดดสองสามที “เห็นไหม หนูสบายดีมาก”
เมื่อเห็นว่าเธอวิ่งและกระโดดได้จริง ๆ น้ำตาของหลินฮุ่ยฟางก็เริ่มหยุดไหล แต่ชั่วขณะนั้นเธอก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อ
ในทางเหตุผล เธอสนับสนุนการตัดสินใจของลูกสาว แต่ในฐานะแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ขอโทษค่ะ” สีเฉียวรับผิดอย่างว่าง่าย “ที่ปิดบังพ่อกับแม่มาตั้งนาน”
“จะพูดแบบนั้นกับลูกทำไม?” สีเหวินหย่วนตบไหล่ภรรยาเบา ๆ ก่อนหันไปมองลูกสาว “กลับมาก็ดีแล้ว”
น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ต่างจากปกติ ทว่าดวงตาหลังแว่นก็แดงก่ำเช่นกัน
สีเฉียวรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา
“พ่อคะ”
“อืม” สีเหวินหย่วนตอบรับพร้อมรอยยิ้ม “พ่อกับแม่อยู่ตรงนี้ทั้งคู่”
ลูกสาวหายไปครึ่งเดือนโดยไม่มีข่าวคราว สองสามีภรรยาจึงเริ่มกังวล คิดว่าจะไปถามเฉินเยี่ยนอีกสักหน่อย ใครจะคิดว่าเขาจะพาทั้งคู่มาที่ฐานที่มั่นโดยตรง
