ทั้งสองเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง ก่อนจะพบทางสายหนึ่งข้างหน้า ดูเหมือนจะมีคนผ่านไปมาบ่อย ๆ (มนุษย์อสูรก็นับเป็นมนุษย์เหมือนกัน)
ทางทอดลงไปตามเนิน ข้างทางมีร่องรอยกิ่งไม้ที่ถูกตัดแต่ง
เฉินเย่หยุดฝีเท้า “ดูท่าอีกไม่ไกลข้างหน้าคงมีชุมชนของมนุษย์อสูร”
สีเฉียวพยักหน้า พลางกวาดตามองรอบด้าน
ไม่นานก็ได้ยินเสียงน้ำ
มีชายคนหนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ริมลำธาร สวมหนังสัตว์พันรอบเอว กำลังล้างมือ ข้างกายยังมีอีกคนยืนอยู่ แบกซากสัตว์ที่ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ชนิดใดไว้บนบ่า
เธอกับเฉินเย่สบตากัน ก่อนเดินตามทางเล็ก ๆ ไปยังริมลำธาร
ชายคนนั้นยังก้มหน้าขัดคราบเลือดตามซอกนิ้ว พลางคุยกับสหาย
พอเดินเข้าไปใกล้ เสียงพูดของเขาก็พลันหยุดลง ปีกจมูกขยับเล็กน้อย
“ได้กลิ่นไหม?”
สหายของเขาหันมามองแล้ว สายตาจับจ้องตรงมายังทิศทางที่พวกเธออยู่
“ผู้หญิงเหรอ?”
เฉินเย่เพิ่งแหวกใบไม้ที่ขวางทาง ก็สบเข้ากับดวงตาสองคู่พอดี
ชายที่นั่งยอง ๆ ลุกพรวดขึ้นทันที ไม่ทันได้สะบัดน้ำออกจากมือด้วยซ้ำ
เขามองเฉินเย่ก่อน แล้วหันไปมองสีเฉียวที่เธอจูงมืออยู่ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นฉับพลัน
“เด็กผู้หญิง?!”
ชายที่แบกซากสัตว์ก็นิ่งงัน สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าของสีเฉียวอยู่นานกว่าจะยอมละไป
เขามองเข้าไปในป่าด้านหลังพวกเธอ แล้วลองดมกลิ่นอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นมีสัตว์ตัวผู้ติดตามมาแม้แต่ตัวเดียว
“พวกคุณมากันเองเหรอ?”
“อืม” เฉินเย่ตอบ “พวกฉันอยากถามอะไรสักหน่อย”
