น้ำตาลแดงเกลือขาวไม่กี่ตังค์ คนโบราณแห่ซื้อจนวุ่น

บทที่ 1 สืบทอดไร่เล็กของยาย

5 นาที· 1.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

บทที่ 1 สืบทอดไร่เล็กของยาย

"เซี่ยเซี่ย ถนนข้างหน้ารถสามล้อไปต่อไม่ได้แล้ว ขนของลงมา ลุงช่วยยกไปให้"

เมื่อวานเพิ่งฝนตก ถนนดินลูกรังสีเหลืองในหุบเขาขรุขระไม่เรียบ รถสามล้อเกือบคว่ำอีกครั้ง ลุงลู่ในวัยหกสิบกว่าปีหน้าตาจนแต้ม จำต้องหยุด

"ไม่ต้องแล้วค่ะ ขอบคุณลุงลู่ หนูยกไปเองได้"

เจี่ยนซิงเซี่ยแบกเป้ใบใหญ่ ปีนลงจากกระบะท้ายรถสามล้อ ลากกระเป๋าตัวเองลงมา

"ลุงลู่จ๊ะ ลุงช่วยหนูไว้มากแล้ว ถ้าไม่ใช่ลุง หนูคงเข้าหุบเขาไม่ได้คนเดียว"

เจี่ยนซิงเซี่ยเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ยังหางานไม่ได้ กำลังกลุ้มใจว่าโรงเรียนไม่ให้อยู่ แล้วก็ไม่มีบ้านให้กลับ ตอนนั้นเองก็มีจดหมายส่งมาถึงมหา′ลัย

เป็นจดหมายจากยายที่ไม่ได้เจอกันสิบกว่าปี

สมัยเด็ก พ่อแม่ทะเลาะกันจะหย่า เธอเคยไปอยู่บ้านยายพักหนึ่ง

แต่พอพ่อแม่หย่ากัน ศาลยกให้พ่อ เธอก็เลยตามพ่อไปหลายเมือง ติดต่อกับทางแม่ก็ค่อยๆ ขาดหายไป

โทรศัพท์ครั้งสุดท้ายคือตอนป.หก แม่บอกว่าอาจจะไปทำงานไกลมาก ให่เจี่ยนซิงเซี่ยดูแลตัวเองดีๆ แต่นับแต่นั้น แม่ก็ไม่โทรมาอีกเลย

ขึ้นม.ต้น พ่อแต่งงานใหม่ แล้วก็มีน้องชายน้องสาวต่อเนื่อง ความกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทันที

แม่เลี้ยงเป็นคนดี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสนใจลูกแท้ๆ ที่ยังเล็กมากกว่า

ตอนปิดเทอมหน้าหนาวปีสองกลับบ้าน เจี่ยนซิงเซี่ยพบว่า ในบ้านเล็กๆ สองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น มันไม่มีที่ของเธออีกแล้ว

แม่เลี้ยงให้เธอไปนอนกับน้องสาว น้องชายนอนชั่วคราวที่ห้องนั่งเล่น แต่พอผ่านหน้าหนาวไป น้องชายเป็นหวัดสองครั้ง เกือบลามเป็นปอดบวม

จากนั้นมา เธอก็อยู่มหา′ลัยตลอดปิดเทอม หาทางทำงานหาเงินกินเอง

ก่อนเรียนจบปีสี่ เจี่ยนซิงเซี่ยโทรไปบอกพ่อ ว่าหางานได้แล้ว เรียนจบจะไปรายงานตัว ไม่กลับบ้าน

ปลายสายพ่อกับแม่เลี้ยงพูดสั่งเสียหลายอย่าง แต่เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่ก็โล่งอกไปที

ตอนเจี่ยนซิงเซี่ยกำลังหาข้อมูล "โรงแรมเยาวชน" กับ "ห้องเช่าราคาถูก" อยู่นั้น จดหมายฉบับหนึ่งก็ส่งมาถึงมือเธอ

พูดให้ตรงก็คือ พินัยกรรม

ยายเสียไปแล้วหนึ่งปี เจี่ยนซิงเซี่ยเพิ่งรู้ว่า แม่ของเธอหายตัวไปตั้งแต่ตอนป.หก

ลุงลู่กับคนในหมู่บ้านตามหาอยู่หนึ่งปี ถึงได้เจอเจี่ยนซิงเซี่ย แล้วก็เอาพินัยกรรมของยายกับกุญแจบ้านเก่ามาให้

บ้านเก่าในหุบเขาไม่ได้มีค่าอะไร

แต่สำหรับเจี่ยนซิงเซี่ยที่ไม่มีที่ไป มันช่างเป็นเหมือนเกาะปลอดภัย

ในที่สุดเธอก็สามารถขนของออกจากมหา′ลัยได้ โดยไม่ต้องทนเห็นสายตาลำบากใจของป้าหอพัก

บอกว่าขนของนะ ที่จริงก็ไม่มาก

กระเป๋าลากหนึ่งใบ เป้หนึ่งใบ แล้วก็กระเป๋าสะพายเล็กอีกใบ

เจี่ยนซิงเซี่ยนั่งรถไฟด่วนสายเขียว ต่อรถบัส ต่อรถเมล์ ต่อรถหมู่บ้านเล็ก จนถึงหมู่บ้านลู่′อันนอกหุบเขา ยังต้องเปลี่ยนเป็นรถสามล้อถีบ ผ่านทางเล็กแคบๆ ระหว่างรอยแยกของยอดเขา ถึงจะเข้าหุบเขาได้

ถึงกระนั้นก็ยังเหลือทางดินลูกรังอีกหลายร้อยเมตร

ทางดินลูกรังขรุขระเป็นโคลน สองข้างทางเต็มไปด้วยหญ้ารก รถสามล้อเข้าไปไม่ได้ ต้องเดินเอาเท่านั้น

ลุงลู่เองก็อายุมากแล้ว ทางบนเขาลื่นๆ ก็อดหวาดหวั่นไม่ได้ แต่มองไปบ้านเก่าที่ยังอยู่อีกหลายร้อยเมตร ก็วางใจไม่ลง

"เซี่ยเซี่ย ไม่งั้นหนูอยู่ข้างนอกหุบเขาก่อน รอพ่อกับญาติๆ มาแล้วค่อยกลับบ้านเก่าเถอะ"

ลุงลู่พูดว่า "บ้านเก่ามันร้างมาปีกว่าแล้วนะ คนร้ายในหุบเขานี่ไม่เข้ามาหรอก แต่งูแมลงหนูมดมันเยอะ เด็กผู้หญิงคนเดียว มันไม่ปลอดภัย"

เจี่ยนซิงเซี่ยยิ้ม แล้วปฏิเสธน้ำใจของลุงลู่อย่างสุภาพ "ไม่เป็นไรค่ะลุงลู่ หนูเรียนเอกเกษตร ลงพื้นที่ทำไร่บ่อย คุ้นเคยกับพวกนี้ดีค่ะ งูแมลงหนูมดหนูไม่กลัวหรอก"

เธอโกหกลุงลู่ว่าพ่อกับญาติๆ จะตามมาทีหลัง ถึงได้ให้ลุงลู่ยอมส่งเธอเข้าหุบเขาก่อน

แต่จริงๆ เธอไม่ได้โทรหาใครเลย ก็คงไม่มีใครตามมาแน่ๆ

"เฮ้อ เปล่า คือ นอกจากนี้ มันยังมีอสุร... ยังมีสัตว์ร้าย ต้องระวังด้วย"

ลุงลู่พูดอ้ำอึ้ง

ในใจเขามีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง อยากเตือนเจี่ยนซิงเซี่ย แต่ก็กลัวพูดมากไปจะทำไห้เธอกลัว

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลุงลู่เลยหาไม้ไผ่กับเคียวจากรถสามล้อ ให้เจี่ยนซิงเซี่ยเก็บไว้

"เดินทางบนเขา ฟาดๆ พงหญ้าสองข้างก่อน รอสองนาที ให้พวกมันไปแล้วค่อยเดิน"

เขาพูดคลุมเครือ เจี่ยนซิงเซี่ยคิดว่าเป็นงูแมลง ก็ไม่ได้กลัว

"ได้ค่ะ ขอบคุณลุงลู่ หนูเอาไปก่อนนะคะ รอเก็บกวาดเสร็จแล้วจะเอามาคืน"

เจี่ยนซิงเซี่ยรู้ว่าลุงลู่ไม่รับเงิน จำต้องขอบคุณซ้ำๆ

"ลุงลู่จ๊ะ หนูเพิ่งออกจากมหา′ลัย ไม่ได้เอาอะไรติดไม้ติดมือมาเลย ผ่านไปสองวันเก็บกวาดเสร็จ หนูจะลงเขาไปขอบคุณด้วยตัวเอง"

ลุงลู่ก็ตามคาดเลย รีบโบกมือปฏิเสธ "เซี่ยเซี่ยพูดอะไรอย่างนั้น เรื่องแค่นี้จะขอบคุณทำไม"

ลุงลู่เป็นห่วงแต่ความปลอดภัยของเจี่ยนซิงเซี่ย "อยู่ดีๆ นะรอพ่อกับพวกมา ถ้ากลัวก็มาในหมู่บ้าน มาพักบ้านลุง"

เจี่ยนซิงเซี่ยยิ้มบอกลาลุงลู่

เธอสะพายเป้ มือหนึ่งเกี่ยวเคียวไว้กับที่จับกระเป๋าลาก อีกมือกำไม้ไผ่ ฟาดไปตามหญ้ารกที่ปิดทางบนเขาไว้มิด

ลุงลู่มองตามเจี่ยนซิงเซี่ยไปพักหนึ่ง ส่ายหัว ถอนใจ "เหมือนยายของมันเลย ใจกล้าจริง"

แล้วก็ขี่รถสามล้อ ออกจากหุบเขาตามทางแคบๆ ไปทางนอกเขา

......

ทางนี้ เจี่ยนซิงเซี่ยถือไม้ไผ่ ฟาดฟาดไปเรื่อย ค่อยๆ คลำทางไป

ทางบนเขามองดูใกล้ แต่เดินจริงๆ ไม่ง่าย

ทางเขาหลายร้อยเมตร เจี่ยนซิงเซี่ยเดินบ้างหยุดบ้าง กว่าครึ่งชั่วโมงถึงไปถึง

ดีว่าตอนมาใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาว เลยไม่โดนขอบหญ้าบาด

พอถึงหน้าลานบ้านเก่า เจี่ยนซิงเซี่ยก็หวนนึกถึงหลายสิ่งขึ้นมา

เธอรู้ว่าที่ลุงลู่พูดอ้ำอึ้งคืออะไร

คือภูตพราย

ตอนอยู่บ้านยายสั้นๆ เธอก็รู้แล้วว่าคนนอกเขาบอกว่าในหุบเขามีภูตพราย ไม่มีใครกล้าเข้ามา

มียายเท่านั้นที่กล้า

ยายไม่กลัวพวกนั้น เจี่ยนซิงเซี่ยยังเคยเห็นยายเอาข้าวเหลือใส่ถ้วยดีๆ วางไว้ข้างประตูหลังบ้าน เหมือนตั้งใจเตรียมไว้ให้อะไรบางอย่างโดยเฉพาะ

สมัยเด็กเจี่ยนซิงเซี่ยก็กลัวบ้าง แต่พอโตขึ้น ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่น่ากลัวมันมีมากมาย ภูตพรายอะไรนั่น เราไม่ทำร้ายมัน มันคงไม่ว่างมาทำร้ายเราหรอก

ในพินัยกรรมของยาย สิ่งที่ทำให้เจี่ยนซิงเซี่ยแปลกใจที่สุดคือ ยายที่แต่ก่อนมีแค่เขาหนึ่งลูก ก่อนตายกลับซื้อเขาอีกห้าหกลูกรอบๆ บ้านเก่า

พูดอีกอย่างคือ นอกจากเขาในหมู่บ้านลู่′อันกับบ้านเก่าแล้ว หลังจากเข้าหุบเขา เขาทั้งหมดที่ล้อมบ้านเก่าไว้ ก็เป็นของยายหมด

บางส่วนยังเป็นเขาที่เซ็นสัญญาเช่าระยะยาวหลายสิบปี

เจี่ยนซิงเซี่ยสืบทอดมันทั้งหมด

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com