คาบนี้เป็นวิชาพละของห้องหนึ่ง บนสนามที่ปกคลุมด้วยหมอกหนา เอ็นพีซีจับกลุ่มกันเล่นเป็นหย่อม ๆ
“แม่งโคตร爽เลย ครูพละก็ไม่มา”
“กูชอบไอ้พวกครูขี้เกียจแบบนี้”
“ไปเอาลูกบาสที่ห้องอุปกรณ์มาเล่นกันเถอะ ฉันเอาเครื่องมือสะเดาะกุญแจมาด้วย” เอ็นพีซีคนหนึ่งแกว่งลวดในมืออย่าง得意
พวกนักเรียนพูดจาหยาบคายเต็มไปหมด แม้จะใส่ชุดนักเรียนเสื้อเชิ้ตขาว แต่กลับมีกลิ่นอายนักเลงทั้งนั้น
ผู้เล่นไม่ได้สวมชุดนักเรียน ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
เอ็นพีซีก็ไม่เคยพูดกับพวกเขาเองก่อน
“พี่หลี่ ตอนนี้เราต้องทำอะไรเหรอ”
“ครูไม่มา เราก็อยู่ที่สนามไปเรื่อย ๆ งั้นเหรอ”
ซูเฉินหยางและอวีเยว่เยว่เดินตามหลี่เทาตลอด หลี่เทารู้สึกมีความสุขกับการทำแบบนี้
จนกระทั่งกัวเหยาเรียกเขาออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ริมสนาม ตรงนี้ไม่มีใครอยู่ กัวเหยาพูดด้วยความไม่พอใจ “อย่าไปพูดกับผู้เล่นใหม่ โดยเฉพาะอย่าพูดถึงกิลด์”
“พี่เหยา พวกเขาเป็นมือใหม่หมดเลย หลอกง่าย ในช่วงคับขันให้พวกเขาเป็นโล่เนื้อ หลอกให้ทำภารกิจอันตราย การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาก็มีประโยชน์นะ” พูดไปหลี่เทาก็เริ่มมั่นใจขึ้นมา
คิดว่าตัวเองฉลาดนักหรือไง
กัวเหยามองทะลุความขี้โอ่นั่นของหลี่เทาในแวบเดียว “อย่าทำเป็นฉลาดไปเอง”
ชายวัยสามสิบต้น ๆ ถูกผู้หญิงสั่งสอน หน้าหลี่เทาค่อนข้างจะตั้งไม่ค่อยได้
สุดท้ายเขาก็อดทนไว้ “ผมนึกออกแล้ว”
กัวเหยา “ไป ไปลองคุยกับพวกเอ็นพีซีดู”
“ดี”
กัวเหยาเดินนำหน้าไปก้าวใหญ่ ๆ โดยไม่รู้เลยว่าหลี่เทาที่อยู่ด้านหลังกำลังจ้องมองเอว สะโพก และขาของเธอ เลื่อนสายตาขึ้นลง
ฟ้ายิ่งมืดลง ลมยิ่งแรงขึ้น เสียงคลื่นดังมาแต่ว ๆ ราวกับฝนกำลังจะตก
ครูพละไม่มาตลอด ไม่มีใครยุ่งกับพวกเขา เด็กนักเรียนจะทำอะไรก็ทำ
……
ในห้องเรียนห้องหนึ่งชั้นสี่
อูเล่อบีบหน้าเด็กหนุ่มไว้ ขัดขวางการกลายพันธุ์ของเขา แล้วก็เอามือตบแก้มเขาเบา ๆ “อยู่ตรงหน้าฉัน รักษารูปนี้ไว้ ฉันเกลียดพวกขี้เหร่”
เธอชอบของสวย ๆ ที่สุด
ครูฝึกจางเมื่อกี้ก็ขี้เหร่เกินไป
อูเล่อเวียนปฏิบัติหน้าที่ตามเควสต์ต่าง ๆ ถือป้ายประจำตัวเอ็นพีซีมานับไม่ถ้วน เห็นผีดิบผีเปรตอะไรก็เคยเห็นมา ล้วนแต่ขี้เหร่
ตอนเธอกลายพันธุ์เองก็เลือดโชกโชนเหมือนกัน จะขี้เหร่หรือเปล่านะ ยังไงเธอก็มองไม่เห็นตัวเองอยู่ดี ไม่เป็นไร
เด็กหนุ่มรูปงามตรงหน้าใส่แว่นกรอบดำ ขาวเนียน ดูยังกับเด็กเรียนดี เขาดูสงบนิ่งมาก
อูเล่อชินกับสถานการณ์แบบนี้ เขาเป็นเอ็นพีซีที่ไม่มีจิตสำนึกในตนเอง ทำได้แต่ทำตามบทบาทตามป้ายประจำตัวไปวัน ๆ
เอ็นพีซีในโลกสยองขวัญก็มีกฎเกณฑ์ของตัวเองเช่นกัน
เอ็นพีซีระดับต่ำสุด อยู่ได้แค่ในเควสต์เดียวตลอดไป ลักษณะน่าสยดสยองมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พวกบอสใหญ่บอสน้อยก็เหมือนคนจริง ๆ พวกมันเวียนปฏิบัติหน้าที่ในเควสต์ต่าง ๆ ไม่มีจิตสำนึกในตนเอง จะคิดอะไรก็ขึ้นอยู่กับว่าถือป้ายประจำตัวอะไร เควสต์ก่อนอาจเป็นตุ๊กตาไม้ที่ชอบหั่นศพ เควสต์ต่อไปอาจเป็นสัตว์ประหลาดไร้ตาที่ชอบกินลูกตา
ไม่ว่าจะถือป้ายประจำตัวอะไร พวกมันก็จะทำตามบทบาทอย่างแข็งขัน เก็บเกี่ยวชีวิตผู้เล่นอย่างเลือดเย็น
ส่วนอูเล่อ แต่ก่อนก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ไม่รู้ทำไม จู่ ๆ เธอก็เกิดความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ถูกจำกัดด้วยป้ายประจำตัวเอ็นพีซีอีกต่อไป
จะว่าไปตามภาษาของมนุษย์พวกนั้น เธอฟื้นมีชีวิตขึ้นมาแล้ว?
เมื่อมีความคิดแล้ว เธออยากเล่นตามป้ายประจำตัวที่ตัวเองถืออยู่ก็เล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่เล่น แค่ไม่กระทบความคืบหน้าของเควสต์นั้นก็พอ
ในด้านพฤติกรรมและความคิด เธอเป็นเอ็นพีซีสยองขวัญที่เป็นอิสระ
จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเห็นเอ็นพีซีสยองขวัญตัวที่สองที่เป็นเหมือนเธอ
“อูเล่อ หน้าเธอมันสนุกมากนักรึไง” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น
น้ำเสียงไร้อารมณ์ใด ๆ แต่เส้นเสียงกลับสมบูรณ์แบบเหมือนกับหน้าตาของเขา
อูเล่ออดบีบแก้มเขาไม่ได้ เผยรอยยิ้มออกมา “ก็สนุกดีนี่”
อูเล่อเองก็เพิ่งมาถึงเควสต์นี้ เธอได้ป้ายประจำตัวเป็นเอ็นพีซีเด็กชั่ว ภารกิจที่ต้องทำคือเป็นเด็กไม่ดี
แต่เธอเกิดอารมณ์ชั่ววูบ เลยตามหลังผู้เล่นไป
จงรุ่ยเกลียดการถูกคนอื่นสัมผัส ยิ่งเกลียดที่ตอนนี้ถูกบีบหน้า เขาพูดเสียงเย็น “เราเป็นหัวหน้าห้อง ตอนนี้แกกำลังขัดขืนผู้บังคับบัญชา”
หัวหน้าห้องนี่เอง มิน่าถึงได้หน้าเป็นเด็กดีอย่างนี้
แต่ในโรงเรียนนี้ ไม่มีเด็กดีหรอก
อูเล่อไม่ยอมปล่อยหน้าจงรุ่ย กลับยิ่งบีบแรงขึ้น “ฉันน่ะชอบขัดขืนผู้บังคับบัญชาที่สุด”
พวกเอ็นพีซีสยองขวัญล้วนมีแนวโน้มรุนแรง เป็นสาวกของสุนทรียภาพแห่งความรุนแรง
หน้าของจงรุ่ยถูกเล็บของเธอกรีดจนเลือดออก
จังหวะที่อูเล่อกำลังเล่นได้อย่างเมามันส์ วินาทีถัดมา เสียงกระดูกกรอบแกรบดังกร๊อก แรงที่ข้อมืออูเล่อหายวับไปทันที
จงรุ่ยบีบข้อมือเธอแน่น จนกระดูกแตก
อูเล่อเอียงศีรษะช้า ๆ มองข้อมือตัวเอง ใบหน้าแบบเด็กน้อยเงียบงัน
จงรุ่ยปล่อยมือ นิ้วเรียวสวยดันกรอบแว่นตรงใต้คิ้วเล็กน้อย แววตาหลังแว่นกรอบดำเต็มไปด้วยความไม่น่ามอง “อย่ามาแตะต้องเรา”
ป้ายประจำตัวของเขาเป็นหัวหน้าห้อง เป็นบอสในกลุ่มเอ็นพีซีประเภทนักเรียน
เขาไม่มีจิตสำนึกอิสระ มีแต่ความคิดตามป้ายประจำตัวปัจจุบัน ในสายตาเขา อูเล่อคือสัตว์ประหลาดที่มีระดับต่ำกว่าเขา เขาสามารถรังแกอูเล่อได้
อูเล่อก้มหน้าง่วนซ่อมข้อมือตัวเองเงียบ ๆ ในใจบ่นพึมพำ จะหยอกล้อเพื่อนร่วมงานเอ็นพีซีต้องระวังนะ
ถ้าวันไหนในเควสต์อื่น เธอได้เจอเขาอีก แล้วป้ายประจำตัวเขาดันต่ำกว่าเธอ เธอจะต้องทรมานเขาไม่หยุดหย่อน กัดเขาตาย ถลกหนังเขา หั่นเป็นชิ้นๆ
แต่ว่าเควสต์มีเป็นหมื่นเป็นแสน โอกาสเจอกันน้อยมาก
อีกอย่างเขาก็ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ได้แต่ทำตามกฎของเควสต์ ช่างมัน ไม่ถือสาเขาดีกว่า
อูเล่อปลอบใจตัวเอง
ปลอบแล้วก็ไม่หาย
อูเล่อเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มเจิดจ้าให้จงรุ่ย “ท่านหัวหน้าห้องนี่ช่างงามเสียจริง ไม่เหมือนผู้ชายเลยสักนิด”
ชมผู้ชายว่าไม่เหมือนผู้ชาย ประชดประชันเสียดสี
……
เมฆดำทะมึนปกคลุม ฝนที่เกาะก็ตกตามคำร่ำลือ ลมกระหน่ำกรรโชก ม่านหน้าร่างหน้าต่างในห้องเรียนที่ไม่ปิดพลันเปียกไปครึ่งหนึ่งในทันใด
ผู้เล่นในสนามวิ่งหนีกลับตึกเรียนไม่ทัน เปียกโชกไปตาม ๆ กัน
ส่วนพวกเอ็นพีซีกลับไม่วิ่งกลับไปที่ชายคา แต่กลับยืนนิ่งเงียบอยู่กลางสายฝน แหงนหน้ารับสายฝน
พวกมันนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เหมือนหุ่นปลอม ๆ ยังกะต้องปฏิบัติตามกฎอะไรบางอย่าง
ลมพัดจนผู้เล่นหนาวสั่น อุณหภูมิในร่างถูกเสื้อผ้าเปียกชื้นบนตัวดูดซับไปจนหมด
“อ๊าเช๊ย!”
“หนาวจัง กลับห้องเรียนกันเถอะ”
“แต่ยังไม่เลิกเรียนนี่ กลับไปได้ไหม”
ผู้เล่นมารวมตัวกันใต้ชายคา
ครานี้เอง ทันใดนั้นกัวเหยาก็ดึงหลี่เทาวิ่งฝ่าสายฝนออกไป เดินอึ่ม ๆ ไปบนสนาม
หลี่เทาถูกฝนสาดเต็มหน้า รีบใช้มือปาดน้ำฝนบนหน้าพลางพูด “พี่เหยา ฝนหนักขนาดนี้ เราหลบอยู่ใต้ชายคาเถอะ”
กัวเหยาพูดเร็วปรื๋อ “ยังไม่เลิกเรียน วิชาพละต้องอยู่บนสนาม”
หลี่เทาไม่เข้าใจ “นี่...ฝนตก หลบใต้ชายคาตึกเรียนก็ไม่ได้เหรอ”
กัวเหยาไม่ตอบ
มีอีกสองห้องที่ก็เรียนพละเหมือนกัน ผู้เล่นของห้องอื่นเห็นพวกเขาสองคนเดินไปกลางฝน หลายคนก็ไม่เข้าใจ แต่ซูเฉินหยางกับอวีเยว่เยว่รู้ว่าพวกเขาเป็นผู้เล่นเก๋า เลยตัดสินใจทำตามแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง
ต่อมาก็มีผู้เล่นอีกหลายคนเดินเข้าไปในกลางสายฝนที่กระหน่ำ
“พวกนี้นี่บ้าหรือเปล่า หนาวจะตายยังไปตากฝนอีก จะทำอะไรกันน่ะ”
บางคนปากว่าแบบนี้ แต่การกระทำกลับทำตามมวลชน
มีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ใต้ตึกเรียน ไม่อยากไปตากฝน
“ทำไมวิชาพละถึงไม่อยู่บนสนาม พวกแกกำลังโดดเรียนกันหรือ”
ครูฝึกที่ดวงตาแดงฉานไม่รู้ว่าโผล่มาอยู่ตรงหน้าพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยังมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวลอยู่รอบตัว...