หลังการประชุมสิ้นสุดลง ตัวแทนจากทุกฝ่ายก็ทยอยออกไป
ก่อนจากไป หลี่หลินจงใจหยุดตรงหน้าลู่จิ้งอี้
“คุณลู่ ยินดีด้วยครับ”
ลู่จิ้งอี้ยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณค่ะคุณหลี่”
เมื่อประตูปิดลง ในที่สุดห้องประชุมก็กลับมาเงียบสงบ
อาร์เธอร์ไม่ได้รีบไปไหน เขาใช้ไม้เท้าพยุงตัว มองเฉินโม่แล้วเอ่ยอย่างมีนัยลึกซึ้งว่า “คุณเฉิน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะมีผู้คนมากมายทั่วโลกที่ปรารถนาจากใจให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงไปนาน ๆ”
เฉินโม่ยิ้ม “ฟังดูไม่เหมือนคำอวยพรธรรมดาเลยนะครับ”
“ได้ยินว่าคุณจะไปอเมริกาในไม่ช้า ตึกแกรนต์ที่นิวยอร์กยินดีต้อนรับคำชี้แนะจากคุณเสมอ” ชายชราก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วเดินออกจากห้องไป
ในห้องประชุมที่ว่างเปล่า เหลือเพียงเฉินโม่กับลู่จิ้งอี้สองคน
ลู่จิ้งอี้พลิกดูเอกสาร เงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันว่า “โม่”
“หืม?”
“ก้าวที่เธอเลือกเดินวันนี้ ไม่ใช่เพื่อเงินใช่ไหม?”
เฉินโม่มองเธอ
ลู่จิ้งอี้หันตัวมา
“เงินทุนของฉว่างเซิงเองก็มีมากพออยู่แล้ว การเปิดทางให้เงินทุนภายนอกห้าพันล้านดอลลาร์เข้ามา เธอกำลังถักตาข่ายนิรภัยให้ตัวเองอยู่ใช่ไหม?”
เฉินโม่ไม่ได้ปฏิเสธ เขาจุดบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง มองควันสีขาวที่ลอยแผ่ตรงหน้ากระจกบานใหญ่ “ฉว่างเซิงจะผูกขาดทุกอย่างไว้คนเดียวไปตลอดไม่ได้ ก้าวนี้ไม่ช้าก็ต้องเดินอยู่ดี”
“เดินคนเดียวอาจไปได้เร็ว แต่เดินไปด้วยกันถึงจะไปได้ไกล”
ลู่จิ้งอี้เข้าใจขึ้นมา ความตื่นตะลึงในใจกลับยิ่งทวีความรุนแรง
เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีคนนี้ ไม่เพียงวางแผนในสงครามธุรกิจได้อย่างรอบคอบไร้ช่องโหว่ แม้แต่ทางถอยจากการเมืองข้ามชาติและแรงตีกลับของเงินทุน เขาก็เตรียมวางหมากไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ช่วงต่อจากนี้ ฉันคงยุ่งจนหัวหมุน ทั้งโครงสร้างทางกฎหมาย การดูแลทรัพย์สินในต่างประเทศ การชำระบัญชีเงินทุน รวมถึงการรักษาความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทางไปอเมริกาของเธอ ต้องเอามาเทียบตารางกันใหม่หมด” ลู่จิ้งอี้นวดหว่างคิ้วที่เริ่มล้า
“ลำบากพี่จิ้งอี้แล้วครับ” เฉินโม่ยิ้มอย่างจริงใจ
