“ดูเหมือน ก็ไม่มีอะไรพิเศษ”
ซูหย่วนซิวคิดว่า ด้วยฉากแบบนี้ แถมมีคำใบ้ภารกิจ
คนที่จะขึ้นรถ ถ้าไม่ใช่ชายชราหน้าตาหมองคล้ำ ก็ต้องเป็นของประหลาดอะไรสักอย่าง
แต่ผลกลับผิดคาดอย่างแรง
ก็แค่ผู้ชายธรรมดาสองคน
ใส่สูท สีหน้าเต็มไปด้วยความอิดโรยหลังเลิกงาน เนกไทของคนหนึ่งยังเบี้ยวอยู่เลย
เหมือนเพิ่งลุกจากโต๊ะทำงาน
พวกเขาไม่มีท่าทีรุกเร้าอะไร
หาที่นั่งแถวประตูหน้านั่งลงเลยๆ
“ดูท่าก็ไม่มีอะไรอันตรายนี่”
ตอนที่ซูหย่วนซิวรู้สึกว่าสองคนนี้ปกติดี เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
คนที่ขึ้นรถก่อน พอนั่งลงก็เอนหลังหลับตาทันที
ส่วนอีกคน ก้มหน้าลงเหมือนกำลังพักผ่อน
แต่ซูหย่วนซิวจับได้อย่างไวว่า จริงๆ แล้วคนนั้นกำลังแอบสังเกตผู้โดยสารคนอื่นบนรถ
นี่คือกับดัก ซูหย่วนซิวคิดได้อย่างรวดเร็ว
รูปลักษณ์ธรรมดากับการขึ้นรถแล้วพักผ่อนทันที คือการกล่อมให้พวกเขาตายใจ
วินาทีนั้น!
สายตาของชายคนนั้น ประสานกับซูหย่วนซิวเข้าอย่างจัง
ใจของซูหย่วนซิวบีบรัดตวัด
เขาจำคำในคำใบ้ได้ดี
การสบตา หมายถึงปัญหากำลังจะมาเคาะประตู
แต่ไม่นานเขาก็คลายใจลง
เพราะหลังจากสบตาอยู่ไม่กี่วินาที ชายคนนั้นก็เบนสายตาไปทางอื่น ไม่มีท่าทีจะหาเรื่องอะไรเลย
มีเพียงเสียงพึมพำเบาๆ ตรงที่นั่ง “เว่ยจิงมีโครงกระดูกเดินได้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
ซูหย่วนซิวถอนหายใจโล่งอก “ดูท่าว่าตราบใดที่ไม่หาเหาใส่หัว สกิลนี้ก็เอาตัวรอดได้จริงๆ”
“ประตูรถกำลังปิด กรุณาระวัง”
“สถานีต่อไป หมู่บ้านสวนสุข”
“ผู้โดยสารที่ต้องการลงรถ กรุณากดกริ่งล่วงหน้า”
รถบัสออกตัวอีกครั้ง ในรถกลับเข้าสู่ความเงียบ
ซูหย่วนซิวก้มหน้าลอกผ้าหุ้มเบาะต่อไป
ในเวลาเดียวกัน ตำแหน่งริมหน้าต่างด้านขวาตอนหน้า ชายหนุ่มใส่เสื้อยืดสีขาวคนหนึ่งก็กำลังต่อสู้ทางจิตใจ
เขาชื่อหลี่เสี่ยวหยู อายุต้นๆ ยี่สิบ ผมเกรียน ผิวออกคล้ำ
ตอนนี้สายตาของเขาแอบจับจ้องผู้โดยสารสองคนที่เพิ่งขึ้นรถ
เอาไงดี จะไปหรือไม่ไป?
นิ้วมือเขาขยี้ไปมาบนขากางเกง
หลี่เสี่ยวหยูไม่เหมือนกับซูหย่วนซิว เพราะนี่คือก็อปปี้ที่สองของเขาแล้ว
ก็อปกี้ที่แล้วเพราะความกลัว เขาทำสำเร็จแค่ภารกิจพื้นฐาน
แต่เมื่อเขากลับไปและเข้าร่วมช่องแชทถึงได้รู้ว่า การจะเอาตัวรอดในเกมสยองขวัญ แค่ภารกิจพื้นฐานไม่เคยพอ
สิบคะแนนที่ซื้อได้ ก็แค่อาวุธพื้นๆ ธรรมดาที่สุด
พวกเคล็ดวิชา, สกิล, สายเลือด อย่าแม้แต่จะคิด
ไม่มีคะแนนไว้ใช้เพิ่มพลังให้ตัวเอง บั้นปลายมีแต่ตายผ่อนส่ง
เขาเคยอ่านประสบการณ์ของรุ่นใหญ่ในช่องแชท
รางวัลของภารกิจพิเศษงามล้ำเลิศ แต่ความอันตรายก็เป็นสัดส่วนตามกัน
หลี่เสี่ยวหยูแอบชำเลืองมองชายชุดสูทที่ก้มหน้าพักผ่อนอยู่ทางซ้ายด้านหน้าอีกครั้ง
“เขาดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไรใหญ่นี่”
“ผู้โดยสารด้านหลังจะเป็นยังไง ยังไม่รู้ตอนนี้”
“ถ้าโดนชิงตัดหน้าไป แล้วผู้โดยสารที่จะตามมายิ่งรับมือยากขึ้นอีก ก็จะทำได้แค่ภารกิจพื้นฐานอีก”
คำถามคือ เขาจะเอาอะไรไปทำ?
ตอนนี้บนตัวเขา นอกจากยันต์คุ้มภัยที่ซื้อด้วย 8 คะแนน ก็เหลือแค่มีดดาบสั้นเหล็กกล้าเก็บในพื้นที่เก็บของ
ครั้งนี้ถ้าทำภารกิจพื้นฐานสำเร็จแค่อย่างเดียวอีก ก็ไม่รู้จริงๆ แล้วว่าก็อปกี้หน้าเขาจะยังรอดอยู่ไหม
จะไปหวังใช้มีดดาบฟันพวกอสูรกายให้ตายไม่ได้หรอก
ระหว่างที่หลี่เสี่ยวหยูยังลังเลไม่ตกลงใจ ก็มีคนช่วยตัดสินใจให้เขา
“ดูเหมือนนาย…จะเฝ้ามองฉันตลอดเลยนะ?”
เสียงดังแว่วมาจากข้างหลัง ใกล้เหมือนแนบอยู่ข้างหู
หลี่เสี่ยวหยูตัวแข็งทื่อ
เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไป
เพราะตอนเสียงนั้นดังขึ้น เขารู้สึกถึงความเย็นวาบตรงท้ายทอย เหมือนมีอะไรสักอย่างกำลังก้มต่ำลงมา จ้องมองเขา
“อ๊ากก——!”
เขาเด้งตัวลุกจากที่นั่งแรง กระแทกเข้ากับกระจกรถ
เขาขี้กลัวมาก ไม่งั้นก็อปกี้แรกก็คงไม่จบแค่ภารกิจพื้นฐาน
แล้วหลี่เสี่ยวหยูก็ขอยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ยินเสียงขยับเขยื้อนใดๆ
ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงลั่นของที่นั่ง ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ
อันที่จริง ไม่ใช่แค่หลี่เสี่ยวหยูที่ตกใจ
ผู้เล่นแถวหน้าสองสามคนที่แอบสังเกตอยู่ตลอด เห็นชัดแจ๋ว
ชายชุดสูทที่ก้มหน้าแสร้งหลับ เมื่อครู่ยังนั่งอยู่เบาะหลัง แต่วินาทีต่อมาก็ยืนตัวตรงแข็ง
เขายืดคอไปข้างหน้าเล็กน้อย ศีรษะตกต่ำ ทั้งตัวเหมือนถูกเชือกที่มองไม่เห็นผูกแขวนไว้ โยกเยกอยู่ตรงนั้น
ไร้เสียงใดๆ ทั้งร่างล่องลอยไปเบื้องหลังของหลี่เสี่ยวหยูอย่างเงียบเชียบ
“เสียงอะไรน่ะ?”
ซูหย่วนซิวเงยหน้าขึ้น มองผ่านช่องของโครงกระดูกไปด้านหน้า
ผีแขวนคอตนหนึ่งกำลังลอยอยู่กลางอากาศ คอบิดเบี้ยว หน้าเขียวจนออกม่วง
ชายหนุ่มตรงหน้าตกใจจนแนบชิดกระจกรถ กระทั่งเสียงยังร้องไม่ออก
ซูหย่วนซิวมองอยู่สองวินาที
แล้วก้มหน้าลง ลอกผ้าหุ้มเบาะต่อ
ซ่าาาา——
“ยังดีที่มีสกิล ไม่งั้นโดนตามตอแยคงเป็นฉันแล้ว”
เขาเอาผ้าหุ้มเบาะที่ลอกออกพับเก็บให้เรียบร้อย ยัดใส่กระเป๋าเป้
ผีแขวนคอค่อยๆ ตวัดร่อนลงบนเบาะ หนุนแขนทั้งสองข้าง เอียงคอจ้องมองหลี่เสี่ยวหยูที่เกือบตกใจจนเสียสติ มุมปากฉีกกว้างเป็นรอยยิ้มพิลึก
“อย่าตื่นเต้นไป ฉันไม่กินนายหรอก”
เสียงของมันเบาหวิว ราวกับกำลังปลอบเด็ก
“ไหนๆ นายก็ชอบมองฉันขนาดนั้น แสดงว่านายต้องเป็นคนใจดีที่มีน้ำใจ” มันยื่นตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย
น้ำเสียงของผีแขวนคอราบเรียบมาก เหมือนกำลังพูดเรื่องปกติ
แต่ในสายตาของหลี่เสี่ยวหยู ไม่ใช่เรื่องนั้นเลย
เพราะคำพูดนี้ ไม่ได้มีท่าทีให้ต่อรองแต่อย่างใด
มันยิ่งยิ้มอ่อนโยน หลี่เสี่ยวหยูก็ยิ่งรู้สึกสันหลังวาบ
แต่ตอนนี้จะพูดอะไรก็สายไปแล้ว
ตัวเองถูกเพ่งเล็งเสียแล้ว
หลี่เสี่ยวหยูรวบรวมความกล้าเอ่ยว่า “ธุ-ธุระอะไร”
ผีแขวนคอพึงใจ หยัดตัวกลับ ยิงฟันยิ้ม “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”
“แค่เชือกแขวนคอของฉันน่ะ เผลอทิ้งไว้ที่สถานีน่ะสิ”
“ฉันความจำไม่ดี จำไม่ได้ว่าสถานีไหน”
“แต่ยังไงก็ต้องอยู่ตามเส้นทางสายนี้แน่ๆ”
มันเงยหน้าขึ้น จ้องหลี่เสี่ยวหยูตาเขม็ง
“นายแค่ต้องช่วยฉันหามันให้เจอ แค่นั้นพอ”
หลี่เสี่ยวหยูกลืนน้ำลาย สมองหมุนติ้ว สุดท้ายเผลอหลุดปากอย่างล่องลอย “งั้นท่าน…ทำไมไม่หาเองล่ะ…”
ยังพูดไม่ทันขาดคำ สีหน้าผีแขวนคอพลันบูดบึ้งลงทันที
“ฟังดูเหมือน นายไม่อยากช่วยฉันเลยนะ?”
พูดพลางมันก็ยืดตัวตรง รอยรัดสีม่วงเข้มปรากฏบนลำคอ
ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปน ดวงตาทะเล้นออกนอกเบ้า
ลิ้นห้อยย้อยจากปาก ยาวถึงครึ่งเมตรกว่า
เห็นสภาพมันแบบนี้ หลี่เสี่ยวหยูแทบจะร้องไห้ “ช่วย! ผมช่วย!”
“อย่างนี้ก็ถูกแล้วไง”
“ข้ารู้ว่าไม่ได้ดูคนผิด”
ผีแขวนคอทรุดตัวนั่งลงอีกครั้ง กลับคืนเป็นรูปลักษณ์เดิม
“แต่ว่า ถ้าหาไม่เจอล่ะก็”
“นายก็อยู่เป็นเพื่อนรอฉันที่นี่ รอจนกว่าจะมีใครหามาให้ฉันได้”
พูดจบ มันก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนนั้นอีกครั้ง กลับไปนั่งที่ของตัวเอง
ขาของหลี่เสี่ยวหยูอ่อนยวบ แทบไถลลงไปกองใต้ที่นั่ง