เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ อย่าว่าแต่จะลงสีทับเลย เห็นชัดว่าเป็นสีคนละชั้นกัน
“ดูท่าคงต้องวาดใหม่แล้ว” หลิวถิงถิงคิดจะอู้งาน แต่ก็ไม่สำเร็จ
“พวกเราวาดเส้นขอบก็ได้นะ” จริง ๆ แล้วเซี่ยงเถียนก็ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรนัก แต่เธอเห็นอะไรมามาก
“วาดยังไงล่ะ?” หลิวถิงถิงเริ่มสนใจ อย่างมากก็แค่วาดใหม่อยู่ดี ลองดูก่อนยังดีกว่า
“ใช้ปากกาสีดำวาดขอบสิ่งสำคัญบางอย่าง อย่างธงชาตินี่กับกำแพงเมืองนี่ไง”
“เธอนั่งตรงนี้นะ ฉันกับหลิงหลิงจะวาดเอง” หลิวถิงถิงเทหมึกออกมาแล้ว
เริ่มกันเลยเหรอ?
เซี่ยงเถียนอดนับถือความคล่องแคล่วของหลิวถิงถิงไม่ได้
เธอทำแบบนั้นไม่ไหวหรอก ต้องเลือกฤกษ์ดี ๆ ก่อน อย่างตอนนี้สิบโมงยี่สิบแปดนาที เธอก็ต้องใช้เวลาสองนาทีนี้พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยเริ่มตอนสิบโมงครึ่งตรง
หลังจากลงแรงกันเกือบครึ่งชั่วโมง ฉากหลังที่เดิมดูเก่าคร่ำครึกลับมีมิติและชั้นเชิงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด แถมยังดูหนักแน่นทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ราวกับส่วนที่สีซีดจางคือร่องรอยของประวัติศาสตร์ ทำให้พวกเราจดจำมันไว้ในใจตลอดไป
หลิวถิงถิงกับหลินอวี้หลิงยังช่วยกันยกแผ่นฉากขึ้นอย่างทุลักทุเล พอเดินถอยออกไปดู เธอก็พูดว่า “เถียนเถียน เธอช่วยชีวิตฉันไว้จริง ๆ”
ต้องรู้ก่อนว่าแค่การวาดฉากหลังแผ่นใหญ่ขนาดนี้ ทุกปีเธอต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ แต่ตอนนี้...อืม...เสร็จในครึ่งชั่วโมง
ถามว่าปีหน้าจะทำยังไงเหรอ?
ปีนี้ยังไม่ผ่านไปเลย ไว้ปีหน้าค่อยว่ากัน
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” เซี่ยงเถียนมองฉากหลังเช่นกัน แม้ความต่างระหว่างส่วนสว่างกับส่วนมืดจะชัดเจน แต่กลับไม่แย่งความสนใจจากสิ่งอื่น ไม่ว่าจะมีการแสดงหรือพูดอยู่ตรงหน้า ผู้คนก็จะจดจำฉากหลังนี้ได้ แต่ไม่ลืมคนที่อยู่เบื้องหน้ามัน
