“แล้วคุณคิดว่าฉีไหลตี้จะทำยังไง?”
“ไม่รู้ครับ” จิ่งอวี่ชวนส่ายหน้าตามตรง ที่จริงเขารู้สึกว่าแววตาของฉีไหลตี้มีความมุ่งมั่นที่จะตายอยู่ แต่ก็ไม่อยากทำให้เซี่ยงเถียนตกใจ จึงตบหลังเธอเบา ๆ “นอนเถอะ”
ตลอดสามวันที่ผ่านมา การเปิดรับสมัครพนักงานคึกคักเสียยิ่งกว่าอะไรดี โชคดีที่ซุนเว่ยเซียงรับผิดชอบเรื่องลงทะเบียนทั้งหมด เขานั่งอยู่ชั้นหนึ่งทุกวัน พร้อมยกโต๊ะเล็ก ๆ มาจดบันทึกชื่อคนที่มาสมัคร
คนที่มาสมัครกับเขาล้วนเป็นสมาชิกครอบครัวของคนงานในโรงงาน ไม่ได้กำหนดว่าผู้สมัครต้องมาด้วยตัวเอง แค่ถือหลักฐานทะเบียนบ้านมาสมัครแทนก็ได้
อย่างสำนักงานเขตนั้นส่งรายชื่อมาให้โดยตรง แต่คนงานในโรงงานกลับเต็มใจมาสมัครกับซุนเว่ยเซียงมากกว่า
พวกเขามักรู้สึกว่ามาสมัครที่นี่แล้วโอกาสได้รับเลือกจะสูงกว่า ถ้าซุนเว่ยเซียงรู้เข้าคงคิดว่าพวกเขาคิดไปเองแน่
บ่ายวันศุกร์ตอนสี่โมงครึ่ง ซุนเว่ยเซียงถือรายชื่อผู้สมัครกลับเข้ามาในห้องทำงาน
“พี่ซุน เป็นยังไงบ้างคะ?” หลินอวี้หลิงเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้มากที่สุด นี่เป็นงานใหญ่ชิ้นแรกที่เธอทำตั้งแต่เข้าทำงาน เธอจึงตั้งใจทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ
“439 คน”
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ?” หลิวถิงถิงหยิบใบสมัครที่สำนักงานเขตให้มา “ทางนี้เราก็ตรวจสอบแล้ว รวมทั้งหมด 1,327 คนค่ะ”
“มีคนสมัคร 1,766 คน แต่สุดท้ายรับแค่ 600 คน การแข่งขันสูงน่าดูเลยนะคะ” เซี่ยงเถียนเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนมากขนาดนี้
“เรื่องสอบคัดเลือกไม่เกี่ยวกับพวกเราแล้ว เป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคล” ซุนเว่ยเซียงถอนหายใจโล่งอก “เก็บของเตรียมเลิกงานเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานกองโตอีก”
