แรงกระแทกอันรุนแรงทำให้ตงอวี่เหลียงรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะกระเด็นออกมา จังหวะก้าวขาและมือเท้าพลันพันกัน ลมหายใจหอบหนัก เขาประคองดอกไม้ป่าดอกเล็กสีสันสดใสไว้ในมือ ราวกับว่าในโลกนี้มีเพียงเซี่ยงฉิงที่อยู่ตรงหน้า กับเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกลองศึกของเขาเท่านั้น
“เดี๋ยวก่อน จะพาตัวไปแบบนี้เลยเหรอ?” เซี่ยงอ้ายกั๋วกับเซี่ยงอ้ายตั่งยืนขนาบประตูคนละฝั่ง ผิดจากปกติที่วันนี้เซี่ยงอ้ายกั๋วมีรอยยิ้มบนใบหน้า ส่วนเซี่ยงอ้ายตั่งที่ปกติชอบทำหน้าทะเล้นกลับเคร่งขรึม
ท่าทางเหม่อ ๆ ของตงอวี่เหลียงทำให้คนที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ หัวเราะ แม้แต่แม่แท้ ๆ ของเขายังรู้สึกว่าลูกชายทำตัวน่าอาย จึงรีบเดินเข้าไปสะกิดตงอวี่เหลียง “ทักทายเขาสิ”
“พี่ใหญ่!” เสียงดังฟังชัด
ไช่เส้าหรุ่ยชกเข้าที่หลังเขาหนึ่งหมัด “ให้เรียกว่าภรรยาสิ”
เสียงหัวเราะครืนหนึ่งดังขึ้น ยิ่งทำให้ตงอวี่เหลียงได้ใจ เขาไม่เขินอายเลยสักนิด แถมยังส่งเสียงดังลั่น “ภรรยา คุณสวยจริง ๆ” เขาหัวเราะอย่างซื่อบื้ออยู่สองสามครั้ง แต่ยังไม่ลืมธุระสำคัญ “ผมจะพาคุณกลับบ้าน ต่อไปคุณก็จะมีบ้านเพิ่มอีกหลัง มีพ่อแม่คอยรักคุณ”
เขายื่นดอกไม้ในมือให้ เซี่ยงฉิงรู้สึกเขินอาย ผู้คนมากมายต่างมองมาทางนี้ โดยเฉพาะอาจารย์ของเธอซึ่งเป็นแม่สามีด้วย สีหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม ท่าทางพอใจกับคำพูดของลูกชายมาก ยิ่งทำให้เซี่ยงฉิงก้มหน้าลงกว่าเดิม
เซี่ยงอ้ายตั่งเลียฟันกราม ก่อนมองเซี่ยงอ้ายกั๋ว พี่ใหญ่ต้องเป็นคนพูดก่อน
“น้องเขย เข้าบ้านเดียวกันแล้วก็เป็นคนครอบครัวเดียวกัน บ้านเราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร แล้วก็ไม่มีความคิดทำนองว่าลูกสาวแต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง”
