ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครูเซวียเพิ่งประกาศให้พักกินข้าว เผิงฮ่าวก็ยกเก้าอี้ของตัวเองมานั่งแหมะข้างโต๊ะของจิ่งโจวทันที
จิ่งโจวเพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาปิ่นโตมาแค่ใบเดียว นอกจากปิ่นโตที่ใส่น่องไก่สองชิ้นกับข้าวแล้ว ยังมีอีกใบที่ใส่หมูผัดพริกกับมะเขือเทศผัดไข่
อาหารจัดเต็มขนาดนี้ พ่อของเขาไม่กลัวจริง ๆ หรือว่าเขาจะโดนแย่งอีก? แต่แม่พูดถูก จะมัวกลัวจนไม่กล้ากินก็ไม่ได้ ต่อให้กินหมั่นโถวเปล่า ถ้ามีคนคิดจะแย่ง ก็แย่งอยู่ดี
จิ่งโจวถอนหายใจ มองโต๊ะที่เผิงฮ่าวยึดจนเต็ม ก่อนจะขยับของอีกฝ่ายเงียบ ๆ แล้วหยิบปิ่นโตของตัวเองออกมา
“นี่อะไรเหรอ? ทำไมฉันไม่เคยกินเลย?” เผิงฮ่าวถามอย่างประหลาดใจพลางโน้มตัวเข้ามา เขาคิดว่าตัวเองรู้จักอาหารอร่อย ๆ มากมายแล้วแท้ ๆ กลับยังมีของที่ไม่เคยกินอีก ไม่ได้การแล้ว!
เขาหรี่ตา ยิ้มแฉ่งแล้วเลื่อนปิ่นโตเข้ามา “หัวหน้าห้อง นายกินนี่สิ ฉันขอลองชิมอาหารของนายได้ไหม? เรียกว่าอะไรเหรอ?”
จิ่งโจวมองบะหมี่ผัดที่จับตัวเป็นก้อนอยู่ในปิ่นโต พูดก็พูดเถอะ พ่อทำออกมาได้ดูเหมือนอาหารอยู่เหมือนกัน ทั้งมะเขือเทศทั้งผักกวางตุ้งน้อย แต่ใส่ซีอิ๊วเยอะไปหรือเปล่า? เส้นบะหมี่ถึงได้เป็นสีน้ำตาลเข้มขนาดนี้
เขาคีบบะหมี่ก้อนหนึ่งให้เผิงฮ่าว “เอาไป”
เผิงฮ่าวซาบซึ้งใจ เลยคีบไข่ชิ้นใหญ่จากมะเขือเทศผัดไข่ใส่ให้จิ่งโจว “หัวหน้าห้อง นายกินสิ ไม่ต้องเกรงใจ”
พูดจบก็อ้าปากกินบะหมี่ผัดไปคำหนึ่ง อืม... เผิงฮ่าวมองจิ่งโจวอย่างไม่แน่ใจ อีกฝ่ายกินอย่างสุภาพเรียบร้อย เขาอดถามไม่ได้ “นี่มัน... ผักดองเหรอ?”
