หัวหน้าเหมาพึ่งเดินออกไป เหล่าตำรวจสืบสวนในโถงสำนักงานก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง ไม่มีใครเข้ามาคุยกับหานมู่เลยสักคน เหมือนว่าเธอเป็นอากาศธาตุ
นี่คือการเลือกข้างอย่างชัดเจน เพื่อให้หลี่ฉุนได้ข่มขวัญหัวหน้าทีมคนใหม่
หานมู่กลับไม่ยี่หระเลยสักนิด เธอมาที่นี่เพื่อพักสมอง รับใช้ประชาชน ไม่มีความสนใจเรื่องชิงดีชิงเด่นแม้แต่น้อย
สายตาของเธอตกลงไปที่เจียงเหยียนคนเดียวที่ยังไม่ไปไหน
เจียงเหยียนกลอกตาใส่ “ผมจะพาคุณไปรู้จักกองสืบสวนคดีอาญาก่อนนะ” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป
หานมู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เดินตามเขาไปเงียบ ๆ
เจียงเหยียนพาเธอเดินไปทั่วทุกแผนกของกองสืบสวนคดีอาญา พอวนครบหนึ่งรอบ หานมู่ก็พอเข้าใจโครงสร้างของทีมคร่าว ๆ
กองสืบสวนคดีอาญาของสถานีตำรวจอำเภอเล่อผิงมีทั้งหมด 181 คน แบ่งออกเป็นสามภาคหลักคือ ภาคสืบสวนสอบสวนคดี ภาคเทคนิคอาชญากรรม และภาคข่าวกรองกับงานธุรการ บวกกับหน่วยติดตามจับกุมผู้หลบหนีและหน่วยตรวจสอบคดี
ภาคสืบสวนสอบสวนคดีเป็นกำลังหลัก แบ่งเป็นหน่วยย่อยประจำเขตเมือง หน่วยคดีอุกฉกรรจ์ หน่วยปราบปรามมาเฟียและอาชญากรรม หน่วยต่อต้านการฉ้อโกง หน่วยสืบสวนอาชญากรรมองค์กร
ภาคเทคนิคอาชญากรรมดูแลการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการพิสูจน์หลักฐาน ประกอบด้วยหน่วยเทคนิค ห้องนิติเวช ห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอและเคมีฟิสิกส์
ภาคข่าวกรองกับงานธุรการรับผิดชอบการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการคดี และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ แบ่งเป็นหน่วยข่าวกรองข้อมูลและหน่วยธุรการ
หน่วยติดตามจับกุมผู้หลบหนีมุ่งเน้นไปที่การรวบรวม วิเคราะห์ และประสานงานจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี หน่วยตรวจสอบคดีรับผิดชอบการทบทวนคดี ตรวจสอบสายโซ่พยานหลักฐาน และเชื่อมต่อกับขั้นตอนการฟ้องร้องของอัยการและศาล
“นี่เป็นข้อมูลของบุคลากรทั้งหมดในกองสืบสวนคดีอาญา ถ้าว่างคุณก็ลองดูเองนะครับ”
สุดท้าย เจียงเหยียนพาเธอไปที่ห้องเก็บเอกสาร แล้วยื่นเอกสารประวัติบุคลากรภายในมาให้หนึ่งชุด
หานมู่รับมา “อืม”
“ช่วงนี้ในทีมมีคดีอะไรบ้าง?” เธอถามต่อทันที น้ำเสียงเจือความร้อนรน ราวกับอยากหาอะไรทำจนทนไม่ไหว
เจียงเหยียนมองดูท่าทางกระตือรือร้นอยากลองดีของเธอ ในใจก็อดดูถูกไม่ได้ – คดี ๆๆ เธอรู้จักการสืบคดีหรือ?
“ผมแนะนำว่า ก่อนที่จะสืบคดี คุณควรทำความเข้าใจสถานการณ์ของกองสืบสวนคดีอาญาของเราให้มากกว่านี้นะครับ”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมจะพาคุณไปที่ห้องทำงาน”
หานมู่เดินตามไปอย่างสงบนิ่ง
ผ่านทางเดินสองช่วง เจียงเหยียนก็หยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง
บนประตูมีป้ายแขวนอยู่ – ห้องทำงานหัวหน้าทีมใหญ่
ผลักประตูเข้าไป ห้องทำงานว่างเปล่า นอกจากเฟอร์นิเจอร์สำนักงานพื้นฐานที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรเลย
“นี่คือห้องทำงานของคุณ ไม่มีอะไรผมขอตัวก่อนนะครับ”
ยังไม่ทันที่หานมู่จะเอ่ยปาก เจียงเหยียนก็หันหลังเดินจากไปแล้ว ไม่หันกลับมามองเลยด้วยซ้ำ
หานมู่มองดูแผ่นหลังที่ยโสเย่อหยิ่งนั่น แสดงความไม่ยี่หระ
จะหยิ่งไปให้ได้อะไรวะ
ปิดประตูห้อง วางแฟ้มคดีกับเอกสารประวัติบุคลากรลงบนโต๊ะทำงาน ดึงเก้าอี้มานั่งลง แล้วเปิดเอกสารประวัติบุคลากรขึ้นมาดูก่อน
ข้อมูลพื้นฐานของคนทั้ง 181 คนในกองสืบสวนคดีอาญาอยู่ในนั้นครบ
หานมู่พลิกดูทีละหน้า หลี่ฉุน, เจียงเหยียน, จางเยว่...
พอพลิกมาถึงหน้าของเจียงเหยียน เธอก็โน้มเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ในแววตาลอยแววแปลกใจขึ้นมา
เจียงเหยียน อายุ 29 ปี สารวัตรชั้นสาม ระดับรองหัวหน้าแผนก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยปราบปรามมาเฟียและอาชญากรรม
ที่ทำให้เธอแปลกใจไม่ใช่ความหนุ่มของเจียงเหยียน ผู้ชายคนนี้ดูจากภายนอกก็อายุราว ๆ 27-28 นั่นแหละ แต่ที่เขาอายุ 29 ก็ได้เป็นสารวัตรชั้นสาม ระดับรองหัวหน้าแผนกแล้วต่างหาก
เมื่อคืนนี้เธอตั้งใจไปหาข้อมูลเกี่ยวกับระดับขั้นในระบบตำรวจมาเป็นพิเศษ ทราบว่าถึงตำแหน่งนี้ได้ตั้งแต่อายุเท่านี้ ก็นับว่าเก่งมากทีเดียว
“มิน่าถึงยโสนัก” หานมู่ครุ่นคิด ในใจมีความอยากรู้อยากเห็นต่อเจียงเหยียนมากขึ้นอีกหน่อย แน่นอนว่าความอยากรู้อยากเห็นนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องชายหญิงเลยสักนิด เป็นแค่ความรู้สึกล้วน ๆ ว่าคนนี้น่าสนใจดี ปกติแล้วเธอชอบทำงานกับคนที่มีความสามารถ
ไม่นานเธอก็พลิกอ่านข้อมูลของทุกคนจบ ปิดแฟ้มเอกสารลง
และในวินาทีนั้นเอง ทิศทางของโถงสำนักงานก็พลันมีเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังขึ้นมา
“หัวหน้าหลี่! ทางตะวันตกของเมืองมีเหตุจับตัวประกัน!” ตำรวจนายหนึ่งวิ่งมาจากปลายทางเดิน สีหน้าตึงเครียด “ผู้ต้องสงสัยถือมีดจี้บังคับผู้หญิงคนหนึ่ง อารมณ์พลุ่งพล่านมาก หน่วยสวาทใกล้มาแล้ว แต่เร็วสุดก็ยังต้องใช้เวลา 20 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุขอการสนับสนุน!”
แววตาของหานมู่แปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคม วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นดึงประตูเปิด แล้วก้าวยาว ๆ ออกไป
ในโถงสำนักงานเริ่มโกลาหลแล้ว
หลี่ฉุนยืนอยู่หน้าประตูศูนย์บัญชาการ กำลังจัดกำลังคน: “จางเยว่ นายพาคนจากหน่วยคดีอุกฉกรรจ์ไปก่อน เจียงเหยียน นายตามไปด้วย ที่เหลือเตรียมพร้อมรอคำสั่ง...”
“ผมจะนำทีมไปเอง” เสียงของหานมู่ดังมาจากข้างหลัง ไม่ดัง แต่ว่าทุกคนกลับเงียบลงพร้อมกันในทันที
หลี่ฉุนหันกลับมามองเธอ ในใจกำลังเดือดพล่าน
เด็กสาวพึ่งมาถึงแท้ ๆ ยังอ่อนหัดเบาะแส ประสบการณ์สืบสวนก็ไม่มี ยังจะนำทีมไปที่เกิดเหตุจับตัวประกันอีก?
เขาทำงานในสายนี้มาสิบกว่าปี ฉากไหนที่ไหนก็เคยเห็นมาหมด เรื่องจับตัวประกันแบบนี้ เสี้ยวนาทีเดียวก็คร่าชีวิตคนได้หนึ่งคน
เธอคิดว่ามันคืออะไร? สนามยิงเป้าของทหาร?
แต่น่าโมโหตรงที่...
ยศใหญ่กดหัวตาย
ริมฝีปากของหลี่ฉุนขยับเล็กน้อย คำพูดที่จะเอื้อนเอ่ยออกมากลับถูกกลืนกลับลงคอไป เขาหลบตัวไปด้านข้างครึ่งก้าว ยกคางขึ้นมาอย่างไร้อารมณ์: “เชิญหัวหน้าหานตามสบาย”
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
หานมู่ไม่ได้ถือสากับเขา กวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ตรงนั้น: “จางเยว่ นายคุมคนไปก่อน เจียงเหยียน มากับผมขึ้นรถคันเดียวกัน”
จางเยว่มองไปที่หลี่ฉุนแวบหนึ่ง หลี่ฉุนไม่ได้ปริปาก เขาพยักหน้า: “เข้าใจแล้ว”
เจียงเหยียนเลิกคิ้วขึ้น แล้วสาวเท้าตามไป
เขาจะดูให้รู้กันไปเลยว่านายทหารหญิงคนนี้มันเก่งกาจแค่ไหนกันแน่
สองคนผลัดกันเดินออกจากประตูใหญ่ ขึ้นรถเอสยูวีตำรวจ หานมู่ติดเครื่องยนต์ กระทืบคันเร่งจมมิด รถพุ่งออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง
เจียงเหยียนนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ ยังใส่เข็มขัดนิรภัยไม่ทัน จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดมหาศาลฉุดกระชากไปข้างหน้า ตัวแทบจะกระเด็นออกนอกรถ
สไตล์การขับรถของหานมู่มันบ้าระห่ำมาก สอดแทรกเปลี่ยนเลนตัดหน้ากระชับฉับไวท่ามกลางกระแสจราจรที่หนาแน่น เข็มวัดความเร็วทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ
มองดูเธอซิ่งอย่างบ้าคลั่งฝ่าฝูงคนและรถยนต์ เจียงเหยียนถึงกับรู้สึกว่าหานมู่คงอยากได้ความดีความชอบจนเป็นบ้าไปแล้ว ในใจพลันเกิดความหวาดหวั่นตามมา นี่ไม่ใช่ในทะเลทรายร้างนะ นี่คือที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ ถ้าเกิดชนคนเข้าจะทำยังไง
เจียงเหยียนทำหน้าบึ้งตึงมาตลอดทาง เส้นประสาทตึงเปรี๊ยะจ้องมองตรงไปข้างหน้า
จนกระทั่งเดินทางถึงที่เกิดเหตุโดยสวัสดิภาพ เจียงเหยียนถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
หน้าประตูหมู่บ้านจินซุ่ย ถนนแคบ ๆ เส้นนั้นถูกปิดกั้นด้วยรถตำรวจเรียบร้อยแล้ว
แถบเตือนภัยสีเหลืองสะท้อนแสงขึงไว้สามชั้น กั้นฝูงคนที่มุงดูอยู่ด้านนอกเอาไว้ รถตำรวจกว่าสิบคันจอดขวางทางแยกอย่างระเกะระกะ ไฟสีแดงและน้ำเงินหมุนวนอย่างเงียบเชียบ ย้อมสีให้ทั้งถนนสว่างวูบวาบสลับมืดมิด
หานมู่ผลักประตูรถ ก้าวขาลงมาเพียงก้าวเดียว
เธอยืนอยู่กับที่แล้วกวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง
ชายคนหนึ่งที่ดูอายุประมาณ 40 ปี ยืนพิงกำแพงอยู่ ตัวโชยกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง ตาแดงก่ำ เส้นเลือดที่คอปูดโปน มือซ้ายรัดคอเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง มือขวากำกรรไกรเล่มหนึ่ง คมกรรไกรแนบอยู่ข้างลำคอของเด็กสาว
เด็กสาวอายุเพิ่งจะ 20 ต้น ๆ ใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากสั่นเทาไม่หยุด ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ทั้งตัวเพราะตกใจกลัวมากเกินไป ทรุดลงนอนอ่อนปวกเปียกในอ้อมกอดของคนร้าย