ตอนที่เธอเดินเข้าไปเมื่อครู่ ทุกคนต่างคิดว่าเธอจะมาเล่นตลก แววตาเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ จับจ้อง และไม่เห็นด้วย
แต่ตอนนี้แววตาเหล่านั้นกลับเจือไปด้วยความเคารพ อยากรู้อยากเห็น และยอมจำนน
แน่นอน ยังมีบางคนที่ยังคงส่ายหน้าไม่เห็นด้วยอยู่ดี
จางเยว่ หัวหน้าหน่วยคดีอุกฉกรรจ์ ก้าวเข้ามาหาเป็นคนแรก
เขาเป็นชายอายุสามสิบต้นๆ หน้าสี่เหลี่ยม คิ้วเข้ม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนซื่อตรง ขยันขันแข็ง
เขายืนอยู่ตรงหน้าหานมู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความยกย่อง นึกหาคำชมในหัว แต่สุดท้ายก็พูดออกมาได้เพียงคำเดียวว่า “หัวหน้าหาน สุดยอด!”
เขาไม่รู้จักพูดจาอะไรให้หวานหู แต่สองคำนี้ มาจากใจจริง
หานมู่หันไปมองเขา กระตุกยิ้มมุมปาก “คนปลอดภัยก็พอ”
จางเยว่พยักหน้างึกๆ แล้วถอยไปข้างๆ ดวงตายังคงอาบไปด้วยความชื่นชม
มีตำรวจหนุ่มอีกหลายคนเข้ามาล้อมหน้า ถามกันเซ็งแซ่ว่า “หัวหน้าหาน ฝีมือปืนนี่คุณฝึกมายังไง สอนผมหน่อยได้ไหม โคตรเท่เลย”
“ทหารนี่เขาโหดกันขนาดนี้เลยเหรอ”
“เมื่อกี้ตอนคุณเดินเข้าไป ผมแทบหัวใจวาย...”
“ทำไมต้องยิงที่ตาซ้าย หรือมันเล็งผิดไปโดน”
“อ๋อ เรื่องนี้นายคงไม่รู้สินะ ยิงกลางหว่างคิ้ว คนเรายังมีเวลาตอบสนองสามวินาที แต่ตาซ้ายมันเชื่อมกับระบบประสาท ยิงเข้าไปทีเดียว ทั้งร่างก็ดับวูบเลย”
กับคำถามเซ็งแซ่ของทุกคน หานมู่แค่ยิ้มบางๆ
บอกเลย การสู้รบจริงนี่มันสะใจจริงๆ!
สิ่งที่เธอไม่ได้สังเกตคือ ไม่ไกลออกไปนัก มีกลุ่มคนกำลังยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา
หนึ่งในนั้นคือจ้าวเจิ้ง หัวหน้าหน่วยสืบสวน อายุสี่สิบกว่าๆ คนในวงการเรียกขานกันว่า เจ้าเป่าปาก
เขาสูบบุหรี่ พลางมองดูฉากร้อนแรงทางฝั่งหานมู่ แล้วพ่นควันทิ้งเป็นวง เอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า “ฝีมือปืนน่ะดี แต่ตำรวจสืบสวนเขาไม่ได้หากินกันด้วยการยิงปืนเป็นนะ”
คนข้างๆ พูดเสริมว่า “ใช่ ยิงเปรี้ยงเดียว คนร้ายตายคาที่ มันก็ง่ายดี แต่ผู้ต้องสงสัยนั่นมีพรรคพวกไหม มีคดีอื่นติดตัวอีกหรือเปล่า ก็จบเห่หมด”
“พวกบ้าระห่ำ” จ้าวเจิ้งฟันธง “พวกที่มาจากทหารน่ะ มีดีอยู่แค่นี้แหละ”
พวกนั้นพากันผงกหัว แล้วทิ้งก้นบุหรี่เหยียบให้ดับ ก่อนจะแยกย้ายกันไป
ส่วนเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของหลี่ฉุนที่ยืนอยู่อีกด้าน
เขาเห็นทุกขั้นตอน
สีหน้าของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เขายอมรับว่า หานมู่มีดีจริงๆ
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเหมาะจะเป็นหัวหน้าทีมใหญ่
ตำรวจสืบสวนไม่ใช่หน่วยรบพิเศษ ไม่ใช่แค่ยิงคนร้ายให้ตายก็จบ
การสืบสวน หาหลักฐาน สอบปากคำ การดำเนินคดี ทุกขั้นตอนล้วนต้องใช้ประสบการณ์ ความอดทน และสมอง
แค่ดาหน้าบุกตะลุยอย่างเดียว จะไปได้ไกลสักแค่ไหน?
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เก็บงาน
ขบวนรถเพิ่งจอดตรงหน้าประตูกองสืบสวนคดีอาญา หานมู่เพิ่งก้าวลงจากรถ รถเก๋งสีดำคันหนึ่งก็มาจอดเทียบหน้าเธอ
ประตูรถเปิดออก มีคนเดินลงมาสามคน คนนำคือชายอายุสี่สิบกว่า สวมแจ็กเก็ตสีน้ำเงินเข้ม ติดตราคณะกรรมการตรวจสอบไว้ที่อกเสื้อ
ข้างหลังเป็นผู้หญิงในเสื้อกาวน์ขาวกับตำรวจหนุ่มอีกนาย ผู้หญิงถือกล่องดำสำหรับประเมินสภาพจิตใจ ส่วนเด็กหนุ่มกอดแฟ้มเอกสารปึกหนึ่ง
“หัวหน้าหาน” คนนำยืนอยู่ตรงหน้าหานมู่ โชว์บัตรประจำตัว “ผมเฉินเจิ้งหมิง หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจที่หนึ่ง กองตรวจสอบภายใน ตามระเบียบข้อบังคับการใช้อุปกรณ์ยับยั้งและอาวุธของตำรวจแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มาตรา 12 และระเบียบวิธีปฏิบัติในการสอบสวนและประเมินผลหลังใช้อาวุธของกรมตำรวจเรา วันนี้คุณใช้อาวุธจนเป็นเหตุให้ผู้ต้องสงสัยถึงแก่ความตาย ตามกฎหมายจะต้องมีการสอบสวนการใช้อาวุธอย่างถูกต้องและประเมินสภาพจิตใจคุณ”
หานมู่เหลือบมองบัตร ก่อนจะมีสีหน้าเรียบเฉย
ยุ่งยากจริงๆ เล้ย
แต่เธอก็ยังพยักหน้ารับ “อ้อ”
เฉินเจิ้งหมิงผายมือบอก “ทางนี้ครับ”
หานมู่ถูกพาตัวไปที่ห้องสอบสวน
หานมู่เอนหลังพิงเก้าอี้ มือสองข้างประสานไขว้กัน ดูสงบนิ่งอย่างเหลือเชื่อ
เฉินเจิ้งหมิงนั่งตรงข้ามเธอ ตำรวจหนุ่มเปิดแฟ้มเอกสาร กางแบบบันทึกออก หยิบปากกาเตรียมจด
ผู้หญิงในเสื้อกาวน์ขาวนั่งเยื้องตรงข้ามกับหานมู่ แต่เธอไม่รีบถามอะไร เพียงแค่นั่งสังเกตสีหน้า การหายใจ ภาษากายของหานมู่อย่างเงียบๆ
“หัวหน้าหาน เราเริ่มจากทำความเข้าใจสถานการณ์ของวันนี้ก่อนนะ” เฉินเจิ้งหมิงเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ไม่เร่งรีบ เหมือนกำลังคุยสัพเพเหระกับเพื่อนร่วมงาน “คุณได้รับแจ้งเหตุตอนไหน ที่ไหนครับ”
“ประมาณสิบเอ็ดโมงสิบห้า ในห้องทำงานของกองสืบสวนคดีอาญา”
“ตอนนั้นฉันบังเอิญอยู่แถวโถงสำนักงานพอดี ได้ยินคนตะโกนว่าจับตัวประกัน เลยตามไปด้วย”
“ไปถึงที่เกิดเหตุ คุณได้สังเกตและประเมินอะไรบ้างครับ”
“ผู้ต้องสงสัยเป็นชาย อายุประมาณสี่สิบ มีกลิ่นเหล้าคละคลุ้งทั้งตัว อารมณ์ไม่คงที่อย่างรุนแรง เขาใช้แขนซ้ายรัดคอตัวประกัน มือขวาถือกรรไกร ปลายกรรไกรแนบกับด้านข้างลำคอของตัวประกัน ตัวประกันเป็นหญิงสาว อายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ หน้าซีดเป็นไต ที่แขนมีบาดแผลจากกรรไกรหลายแผล มีเลือดไหลอยู่ ในที่เกิดเหตุมีตำรวจโรงพักและตำรวจสืบสวนเข้าไปถึงก่อนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญการเจรจากำลังพยายามพูดคุยอยู่”
น้ำเสียงของหานมู่ไม่เร็วจนเกินไป อธิบายสถานการณ์ตอนนั้นออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“ตอนนั้นคุณพกอาวุธมาด้วยหรือเปล่า”
“พก ฉันหยิบปืนพกมาจากกล่องอุปกรณ์ฉุกเฉินของรถตำรวจคันหนึ่ง กระสุนหกนัด บรรจุเต็มแม็ก”
เฉินเจิ้งหมิงมองหน้าเธอ “ทำไมถึงเลือกใช้อาวุธ แทนที่จะรอทางเลือกอื่นครับ”
“กว่าหน่วยสวาทกับพลแม่นปืนจะมาถึง เร็วที่สุดก็สิบนาที สภาพของตัวประกันตอนนั้น... ที่แขนถูกแทงเป็นรูหลายรู เลือดไหลไม่หยุด และอารมณ์ผู้ต้องสงสัยยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น การเจรจาไม่มีทีท่าคืบหน้าเลย ถ่วงเวลาไปทุกนาที ความเสี่ยงของตัวประกันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น” น้ำเสียงของหานมู่ยังคงราบเรียบ “ฉันเคยผ่านการฝึกการยิงต่อสู้จริงในกองทัพมามากมาย มีความมั่นใจเต็มร้อยกับเป้าหมายเคลื่อนที่ในระยะสิบห้าเมตร ตอนนั้นศีรษะผู้ต้องสงสัยเปิดโล่งทั้งหมด ฉันเลือกจังหวะเปิดที่ดีที่สุด ยิงหนึ่งนัดเข้าที่ตาซ้าย ผู้ต้องสงสัยหมดความสามารถลงทันที ตัวประกันปลอดภัย”
“คุณเคยคิดถึงผลตามมาหรือเปล่า ถ้านัดนั้นพลาด”
“ฉันไม่เคยคิดถึงคำว่าพลาด”
เฉินเจิ้งหมิงเงียบไปสองวินาที ก้มหน้าลงเขียนอะไรในแบบบันทึกสองสามที แล้วปิดแฟ้มเอกสาร
“ครับ การทำความเข้าใจสถานการณ์ในที่เกิดเหตุไว้เท่านี้ก่อน เรื่องความถูกต้องตามกฎหมายในการใช้ปืนของคุณ จะมีการตรวจสอบทางนิติศาสตร์อีกที แต่จากการประเมินเบื้องต้นของผม การกระทำของคุณสอดคล้องกับข้อบังคับการใช้อุปกรณ์ยับยั้งและอาวุธของตำรวจ มาตรา 9 ข้อ 6 ที่ว่า ใช้ความรุนแรงขัดขวางหรือก่อเหตุร้ายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นอันตรายต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ; และข้อ 10 ที่ว่า ใช้ความรุนแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชนอย่างร้ายแรง ซึ่งเมื่อตักเตือนแล้วไม่ได้ผล การจัดการของคุณไม่มีปัญหาครับ”
หานมู่ผงกศีรษะนิดๆ
เฉินเจิ้งหมิงหันไปมองผู้หญิงในเสื้อกาวน์ขาว “คุณหมอซู ต่อไปเชิญครับ”
ซูเยี่ยนั่งเยื้องตรงข้ามกับหานมู่ ในมือถือปากกา ไม่ได้เร่งให้หานมู่กรอกแบบฟอร์ม แต่กลับนั่งสังเกตการณ์หานมู่ครู่หนึ่ง
“หัวหน้าหาน เราไม่ต้องรีบทำแบบประเมินกันก่อนดีกว่า คุยกันตามสบายนะคะ” เสียงของซูเยี่ยบางเบา นุ่มนวล เหมือนกับกำลังปลอบเด็กที่เพิ่งถูกทำให้ตกใจกลัว “หลังจากที่คุณยิงปืนไปวันนี้ ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะ”