หลังจากหลัวซื่อเข้าจวน นางก็ตั้งกฎขึ้นว่า ทุกวันที่ 1 และ 15 ของเดือน เผยเยี่ยนชิงจึงจะร่วมเรือนกับหลัวซื่อได้
ก็เพื่อป้องกันมิให้บุตรชายลุ่มหลงในโฉมงามจนละเลยหนทางที่ถูกต้อง
เคราะห์ดีที่บุตรชายของนางขยันขันแข็งมาตั้งแต่เล็ก ไม่ว่านางจะสั่งสิ่งใด เขาก็ไม่เคยขัด
หลังจากทั้งสองนั่งลง หวังซื่อก็ยิ้มให้เผยเยี่ยนชิงซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “วันนี้เหตุใดชิงเกอเอ๋อร์จึงมีเวลามาได้? บิดาเจ้าไม่ใช่สั่งให้ช่วงนี้ติดตามท่านผู้นั้น เพื่อเรียนรู้ความสามารถให้มากขึ้นหรือ?”
เผยเยี่ยนชิงหยิบตะเกียบเงินขึ้นมา ก่อนวางไว้ข้างมือหลัวโย่วฮุยเป็นเชิงบอกให้นางรับประทานมื้อเช้า
จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “ลูกคิดว่าไม่ได้มาคารวะท่านแม่นานแล้ว จึงมารับประทานมื้อเช้ากับฮุยเหนียง ใช้เวลาเพียงมื้อเดียว มิได้เสียหายอันใด”
ทว่าท่าทีเอาใจใส่ของเขากลับยิ่งทำให้สีหน้าของหวังซื่อผู้เป็นมารดามืดครึ้มลง
หลัวโย่วฮุยสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “รอให้ท่านแม่สามีรับประทานก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
หวังซื่อเหลือบมองหลัวโย่วฮุย คล้ายพอใจที่นางรู้จักกาลเทศะ จึงมิได้หาเรื่องตำหนินางในสถานการณ์เช่นนี้ รับตะเกียบมาแล้วเริ่มรับประทานอาหารเช้า
“เอาละ พวกเจ้าก็รีบกินเถิด”
หลัวโย่วฮุยก้มหน้าก้มตา จิบโจ๊กคำเล็ก ๆ รสชาติอาหารในปากจืดชืดไร้รส
สองแม่ลูกสนทนาเรื่องสัพเพเหระกัน จนกระทั่งหวังซื่อเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาฉับพลันแล้วถามว่า “บิดาเจ้าไม่ยอมพูดเสียทีว่า คนทางตะวันตกผู้นั้นมีฐานะอันใดกันแน่?”
หวังซื่อเป็นคนเหอโจว หลังแต่งงานก็ไม่เคยย่างเท้าเข้าเย่จิง ย่อมไม่เคยพบประมุขตระกูลเผยอย่างเผยซวี่
เผยเยี่ยนชิงวางตะเกียบลง แล้วตอบอย่างเคร่งขรึมว่า “เรื่องของท่านผู้นั้น ท่านแม่อย่าได้ถามมากเลยขอรับ”
“...ท่านผู้นั้นที่เรือนชุนซาน มิใช่คนที่พวกเราจะนำมาวิพากษ์วิจารณ์ตามใจชอบเป็นการส่วนตัวได้”
เพียงไม่กี่คำก็เผยนัยบางอย่างออกมาแล้ว
สองแม่ลูกไม่ทันสังเกตว่า ใบหน้าของหลัวโย่วฮุยซีดลงทุกขณะ จนแทบประคองตะเกียบเงินไว้ไม่อยู่
นางจึงวางชามกับตะเกียบลง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับมุมปากเพื่อกลบเกลื่อน
เมื่อเห็นบุตรชายพูดเช่นนี้ หวังซื่อกลับยิ่งอยากรู้อยากเห็น
เผยไคไท่บอกเพียงว่ามีคนจากตระกูลหลักมา แต่ไม่ได้ระบุให้ชัดว่าผู้ใดมา
เขาเพียงกล่าวว่า ของดีของใช้ทั้งหลายให้จัดเตรียมไว้แก่คนในห้องปีกตะวันตกผู้นั้นก่อน
ได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้ หรือจะเป็นคนจากเรือนสองหรือเรือนสาม?
หลายปีมานี้ มีเพียงเรือนสองกับเรือนสามที่ได้รับความสำคัญจากตระกูลหลักยิ่งกว่าผู้ใด เทียบไม่ได้เลยกับเรือนสี่ของพวกนางที่แทบถูกผลักไสออกไปอยู่ชายขอบ
เมื่อลองตรึกตรองดู หวังซื่อก็ยิ่งนั่งไม่ติด
หากบุตรชายได้ผูกไมตรีกับเรือนทั้งสอง การจากเหอโจวไปก็คงมีหวังใช่หรือไม่?
นางปรารถนาเหลือเกินให้บุตรชายได้กลับไปยังเย่จิงอันรุ่งเรือง
มีเพียงเมื่อกลับไปเย่จิง จึงจะมีอนาคตอันกว้างไกล
หากต้องติดอยู่ในดินแดนแร้นแค้นอย่างเหอโจวตลอดไป ก็ย่อมไม่มีโอกาส
บัดนี้โอกาสอยู่ตรงหน้า จะไม่ไขว่คว้าไว้ได้อย่างไร?
หวังซื่อพึมพำเสียงเบาว่า “หากเป็นคนจากเรือนสองหรือเรือนสามจริง ชิงเกอเอ๋อร์ คราวนี้เจ้าโชคดีนัก!”
เผยเยี่ยนชิงขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย กำลังจะเอ่ยปาก ทว่าด้านนอกก็มีเสียงร้องเรียกอย่างร่าเริงดังขึ้น
เผยซูเหยา น้องสาวร่วมอุทรของเผยเยี่ยนชิง วิ่งปราดเข้ามา
เผยซูเหยาเพิ่งอายุสิบหก เป็นวัยกำลังสดใสไร้เดียงสา สวมกระโปรงเสื้อสีเหลืองนวล พอเข้าประตูก็โผเข้าอ้อมกอดหวังซื่อ
“ท่านแม่ ท่านแม่!”
หวังซื่อโอบบุตรสาวไว้ สีหน้าอ่อนโยนลงยิ่งกว่าเดิม นางลูบแก้มอีกฝ่าย “ถึงวัยพูดคุยเรื่องแต่งงานแล้ว ยังหุนหันเช่นนี้ ดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย”
เผยซูเหยาเอนกายพิงอกหวังซื่อ แต่หางตากลับเหลือบมองหลัวโย่วฮุยไปมา จู่ ๆ ก็ถามว่า “พี่สะใภ้ วันนี้ท่านห้อยถุงหอมอะไรหรือ? หอมเหลือเกิน!”
หลัวโย่วฮุยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า “ข้าปรุงขึ้นเมื่อหลายวันก่อน หากเจ้าชอบก็ยกให้เจ้า”
กล่าวจบ นางก็ถอดถุงหอมสีเหลืองอ่อนที่เอวส่งให้เผยซูเหยา
เผยซูเหยาตาเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก
เพราะนางแทรกขึ้นมาเช่นนี้ บทสนทนาของสองแม่ลูกเมื่อครู่จึงขาดตอนไป
หลังรับประทานมื้อเช้าเสร็จ เผยเยี่ยนชิงก็ขอตัวกลับ
เมื่อบุตรชายจากไป หวังซื่อทอดสายตาผ่านเอวคอดบางของนาง ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วเอ่ยว่า
“หลัวซื่อ เจ้าแต่งเข้าจวนมาหนึ่งปีแล้ว สายเรือนสี่ของพวกเราในตระกูลเผย แม้จะไม่ถึงขั้นมั่งคั่งสูงศักดิ์ แต่ก็เป็นตระกูลขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์”
“สิ่งสำคัญที่สุดของเจ้าในยามนี้ คือให้กำเนิดบุตรสืบสกุลแก่ชิงเกอเอ๋อร์ ช่วงบ่ายจะมีหมอหลวงมาที่จวน ถึงเวลานั้นให้เขาตรวจดูเจ้าให้ดี”
หลัวโย่วฮุยก้มศีรษะ รับคำอย่างอ่อนน้อม “เจ้าค่ะ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ท่านแม่สามี”
หลังคนอื่นจากไป เผยซูเหยายังคงเล่นถุงหอมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโยนมันลงบนโต๊ะตามใจชอบ แล้วนั่งฟังมารดาสนทนากับแม่นมฮูอย่างเบื่อหน่าย
หวังซื่อเหลือบมองถุงหอมบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ เห็นบุตรสาวมีสีหน้าเซื่องซึม จึงยกมือขึ้นอย่างจนปัญญา
แม่นมฮูเข้าใจความหมาย จึงถอยออกไป
“เป็นอะไรไปหรือ แม่ยอดดวงใจตัวน้อยของข้า?”
เผยซูเหยาไม่รู้ว่านึกถึงสิ่งใด จึงเงยหน้าขึ้น “ท่านแม่ ได้ยินว่ามีแขกผู้สูงศักดิ์มาที่จวนหรือเจ้าคะ?”
หวังซื่อจิบชาแล้วพยักหน้า “มีเรื่องเช่นนั้นจริง มีอะไรหรือ?”
เผยซูเหยากลอกตาไปมา “ท่านแม่ ลูกขอไปดูสักครั้งได้หรือไม่?”
หวังซื่อนึกถึงท่าทีของบุตรชายเมื่อครู่ รวมถึงคำพูดของสามีในช่วงสองวันนี้ จึงปฏิเสธทันควัน
“เหยาเอ๋อร์ คนผู้นั้นมิใช่บุตรหลานตระกูลมั่งคั่งธรรมดาในเหอโจว หากเป็นคนอื่น แม่คงอนุญาตไปแล้ว แต่คนผู้นั้น...”
หวังซื่อนึกถึงตอนที่ได้เห็นเขาแวบหนึ่งเมื่อวาน แม้เขาสวมเพียงเสื้อคลุมยาวธรรมดา ทว่ากลับมีสง่าราศีสูงส่งและสุขุม
หลายปีที่อยู่ในเหอโจว นางไม่เคยพบเห็นบุรุษผู้มีบารมีสง่างามเช่นนี้มาก่อน
สัญชาตญาณบอกนางว่า บุคคลเช่นนี้ไม่ควรล่วงเกินโดยง่ายเป็นอันขาด
เผยซูเหยาผิดหวังยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่ยอมตัดใจ “ลูกเพียงอยากมองจากไกล ๆ รับรองว่าจะไม่เข้าไปรบกวน”
หวังซื่อกล่าวหนักแน่น “ไม่ได้ จงเชื่อฟัง”
เผยซูเหยาเบ้ปาก ทว่าในใจกลับไม่เห็นด้วย คิดเพียงว่ามารดาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ยามสนธยาของวันนั้น เผยซวี่เปลี่ยนเสื้อคลุมยาวที่เปื้อนเลือด แล้วสั่งให้คนนำอ่างน้ำเข้ามา
ฉางไหลซึ่งคอยอยู่ด้านนอกขานรับอย่างรวดเร็ว
หลังสั่งให้บ่าวยกน้ำเข้าไป เผยซวี่ก็สวมเสื้อคลุมตัวนอกแล้วนั่งลงหลังโต๊ะหนังสือ
บนโต๊ะวางฎีกาที่ขุนนางจากหัวเมืองต่าง ๆ ส่งมาเต็มไปหมด
คราวนี้เขาลงใต้ตามพระบัญชา เพื่อตรวจตราการปกครองของขุนนางในแต่ละแคว้น ตรวจทัพประจำถิ่น และจัดระเบียบการทหาร
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งสอบปากคำผู้ต้องขังในคุก เลี่ยงไม่ได้ที่จะเปรอะเปื้อนกลิ่นคาวเลือดมาบ้าง
ไม่นานนัก ฉางไหลก็ก้มกายรายงานจากด้านนอก “นายท่าน เตรียมน้ำร้อนไว้พร้อมแล้วขอรับ”
ท่ามกลางไอร้อนที่ลอยกรุ่น เผยซวี่เพิ่งหย่อนกายลงในอ่าง น้ำร้อนสัมผัสแผ่นหลังจนเกิดความเจ็บแปลบเล็กน้อย
เขายกมือแตะดู เป็นแผลตื้น ๆ เส้นหนึ่ง เกิดจากปลายนิ้วของนางข่วนไว้ตอนดิ้นรนท่ามกลางความวุ่นวายเมื่อคืนก่อน
แววตาของเผยซวี่พลันลุ่มลึกขึ้นหลายส่วน
ภาพบางช่วงของคืนก่อนวาบผ่านในห้วงความคิด เขายังจำได้ว่าหญิงผู้นั้นอ้อนวอนอย่างไร และเผยลำคอขาวผ่องขึ้นมาอย่างไร ปล่อยให้เขากระทำตามอำเภอใจ
หลังผ่านค่ำคืนนั้น ทุกอย่างในจวนกลับสงบราบเรียบ
เผยซวี่ยกมือคลึงหว่างคิ้ว กดความคิดว้าวุ่นเหล่านั้นลง ก่อนลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ
ฉางไหลถือเสื้อคลุมสะอาดรออยู่ด้านนอกฉากกั้นแล้ว เมื่อเห็นเขาออกมา ก็รีบก้าวเข้ามาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า
เผยซวี่คาดสายหยกให้เรียบร้อย แล้วถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “วันนี้ในจวนมีความเคลื่อนไหวอันใดหรือไม่?”
