“ขะ...ขอโทษค่ะ” เธอพูดอย่างกระวนกระวายเล็กน้อย เสียงเบาลงโดยไม่รู้ตัว
เซิ่นมู่เฉินเอียงศีรษะเล็กน้อย มือประคองไหล่เธอไว้อย่างมั่นคง ก่อนค่อย ๆ ดันเธอออกห่างเพื่อรักษาระยะห่างอย่างสุภาพ จากนั้นจึงยื่นคุกกี้กระป๋องนั้นให้ “คุณกำลังหาสิ่งนี้อยู่ใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ ขอบคุณนะคะ” กู่เจียรับคุกกี้มา ปลายนิ้วสัมผัสมือของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแผ่วเบาพลันแล่นผ่านอีกครั้ง
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ แค่ช่วยนิดหน่อยเอง” เซิ่นมู่เฉินยิ้ม รอยยิ้มสะอาดและอบอุ่น ราวกับสามารถละลายหิมะในฤดูหนาวได้
“ขอบคุณครับพี่ชาย!” สวีจื่อยานเงยหน้ากลม ๆ ขึ้นกล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง เด็กชายตัวน้อยคนนี้ได้รับพันธุกรรมที่ดีจากพ่อแม่ ทั้งยังหน้าตาน่ารักผิวพรรณขาวสะอาด ตอนนี้กำลังมองพี่ชายร่างสูงหล่อตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พี่ชายครับ ผมก็อยากกินคุกกี้นั่นเหมือนกัน” เสียงเล็ก ๆ ไร้เดียงสาดังขึ้นจากด้านข้าง กู่เจียจึงเพิ่งสังเกตว่า ข้างชายหนุ่มยังมีเด็กชายวัยประมาณห้าหกขวบยืนอยู่คนหนึ่ง ผมหยิกนุ่มนิ่ม ใบหน้าหมดจดงดงามราวกับตุ๊กตา กำลังกระตุกชายเสื้อของชายหนุ่มพร้อมออดอ้อน
เซิ่นมู่เฉินก้มลงมอง แววตาอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม “ได้สิ เดี๋ยวหยิบให้อีกกระป๋องนะ” เขาหยิบคุกกี้แบบเดียวกันอีกกระป๋องใส่รถเข็น แล้วลูบศีรษะน้องชาย “ไปกันเถอะ”
“ครับ!” เด็กชายพยักหน้าแรง ๆ แล้วมองสวีจื่อยานอย่างสงสัย ก่อนจะส่งยิ้มเป็นมิตรให้
จากนั้นเซิ่นมู่เฉินจึงหันมาทางกู่เจีย พยักหน้าให้อย่างสุภาพ แล้วเข็นรถเข็นจากไป แผ่นหลังของเขาสูงโปร่งสง่างาม แนวไหล่และแผ่นหลังใต้เสื้อยืดสีขาวได้รูปแข็งแรง แม้แต่งกายเรียบง่ายก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนนายแบบระดับท็อป
กู่เจียยืนนิ่งอยู่กับที่ มือกำคุกกี้กระป๋องนั้นไว้แน่น เนิ่นนานก็ยังไม่อาจเรียกสติกลับคืนมา
