สามีฉันคือแสงจันทร์ของนางเอกในนิยายย้อนยุค

บทที่ 2 เขารู้มานานแล้วว่าภรรยาตัวน้อยของเขางดงามมาก

8 นาที· 1.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

บทที่ 2 เขารู้มานานแล้วว่าภรรยาตัวน้อยของเขางดงามมาก

ลู่เฉินปอกผลไม้พลางตอบว่า “บ้านตะวันตกน่ะ เอาของมาให้”

“แม่เลี้ยงน่ะเหรอ เอาอะไรมาล่ะ ยังไงกัน นี่นางคิดจะดึงฉันไปช่วยรีดไถแก หรือจะมาเล่นบทแม่ผัวกับฉัน คิดซะสวยนะ หึ!”

พ่อของลู่เฉิน ลู่เจิ้งกั๋ว แต่งงานกับเมียสองคน

เมียหลวงชื่อถังหนิง ซึ่งก็คือแม่แท้ ๆ ของลู่เฉิน

ทว่า ตอนลู่เฉินอายุห้าขวบ คลังสินค้าเกิดไฟไหม้โดยไม่ได้ตั้งใจ ถังหนิงสูดควันพิษเข้าไปมากเกินไปตอนพยายามกู้ทรัพย์สินของโรงงาน จนเสียสละชีวิต

ถังหนิงเสียสละได้ไม่ถึงครึ่งปี ลู่เจิ้งกั๋วก็พาเซี่ยเหลียนฮวา เพื่อนรักสมัยเด็กที่หย่าแล้วมีลูกติดมา แต่งเข้าบ้าน

ที่เข้าบ้านมาพร้อมกันยังมีลูกสาวที่แก่กว่าลู่เฉินสองปีเศษชื่อเซี่ยเซี่ย และลูกชายที่อ่อนกว่าลู่เฉินครึ่งปีชื่อเซี่ยเจียน

ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นลู่เซี่ย ลู่เจียนแล้ว

เซี่ยเหลียนฮวาพร่ำบอกคนนอกว่าลู่เซี่ยกับลู่เจียนคือลูกที่เกิดกับสามีเก่า แต่ตาหงส์ที่สองพี่น้องมีเหมือนพิมพ์เดียวกันกับลู่เจิ้งกั๋วนั่นหลอกใครไม่ได้หรอก เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีตรวจดีเอ็นเอ สองตาแก่หน้าไม่อายไม่ยอมรับ ทุกคนเลยได้แต่พูดลับหลัง

หลังจากนั้น แต่งงานได้ไม่ถึงครึ่งปีก็คลอดลู่ไข่ สามปีต่อมาก็คลอดลูกสาวคนเล็กชื่อลู่เจียว

ชายชั่วหญิงชัง!

พอพูดถึงทางบ้านนั้น ใบหน้าลู่เฉินไม่ได้มีอารมณ์มากนัก “เอาขันไข่น้ำตาลทรายแดงมาให้ บ่าวกลัวไปรบกวน ก็เลยกินเสียแล้ว ส่วนนางมีจุดประสงค์อะไร ก่อนแต่งก็แยกครัวเรือนกันแล้ว นางก็ไม่ใช่แม่ผัวของเจ้า ไม่ต้องไปสนใจ พวกเราไว้ใจได้เลย ไม่มีใครทำให้เจ้าข้องใจได้หรอก จะหั่นเป็นชิ้น ๆ หรืออยากถือกัดทั้งลูก”

ลูกแพร์ในมือเขาปอกเสร็จแล้ว

“หั่นเป็นชิ้น ๆ เถิด ไม่อยากล้างมือหลังจากกิน”

ซูเถียนจิบน้ำแกงไปอีกอึก สวยจนตาหยีไปหมด

“ข้าไม่คู่ควรจะไปง้อแงกับพวกเขาหรอก แต่ก็สู้หน้าหนาพอกำแพงเมืองตรงมุมโค้งไม่ได้หรอกนะ จับตาดูเรือนสองหลังนี้ของเรา กรงเล็บนั่นไม่ยื่นมาเขี่ยสักสองที เกรงว่ากลางคืนจะนอนไม่หลับเลยทีเดียว”

เดิมทีเรือนหลักสามหลังของเรือนปีกตะวันตกเป็นของตระกูลลู่ทั้งนั้น ในนั้นมีหนึ่งห้องครึ่งเป็นของที่ถังหนิงได้ตอนแบ่งเรือน อีกหนึ่งห้องครึ่งเป็นของที่ลู่เจิ้งกั๋วเพิ่งได้ตอนลู่เฉินอายุสิบขวบ แล้วเอาไปแลกกับคนอื่นถึงต่อเชื่อมกับเรือนปีกตะวันตกเป็นเรือนหลักสามหลังนี้

เรือนหลักสามหลังนะ สมศักดิ์ศรีดีจริงเชียว

แต่กลายเป็นว่าเดือนที่แล้ว ลู่เฉินใช้เรือนหนึ่งห้องครึ่งของถังหนิงอย่างเงียบ ๆ แล้วบวกกับสิทธิ์แบ่งเรือนของตนเอง ไปแลกเปลี่ยนได้เป็นเรือนสองหลังของเรือนปีกหูตะวันตกนี่โดยตรง แถมได้ลานกว้างข้างนอกอีกสี่สิบกว่าตารางเมตร

ทำให้คนตระกูลลู่โกรธจนเกือบตาย

หึ ทำไมไม่โกรธตายไปซะเลย!

ยังว่า “อย่างไรก็ตาม ถึงพวกมันจะมาเต้นแร้งเต้นกาอยู่ตรงหน้า ข้าก็ไม่กลัว” จะได้สั่งสอนพวกมันเสียหน่อย ช่วยสามีนางระบายอารมณ์เสียที

ในหนังสือ สองชายชั่วหญิงชังนั่น รวมทั้งลูก ๆ ที่พวกมันเกิดมา มีจะนับยังไงกัน จะแย่งของของลู่เฉิน หรือไม่ก็พยายามหาเรื่องทำร้ายเขา ไม่ใช่ของดี ๆ สักคน

มุมปากของลู่เฉินยกขึ้นยิ้ม ในตาแวววาวด้วยรอยยิ้ม “อืม เสี่ยวเฉี่ยวของพวกเราเก่งที่สุด ใครไม่ดูตาม้าตาเรือเข้ามาใกล้ เจ้าก็ฟาดกลับไปตรง ๆ เลย ไม่ต้องไว้หน้าข้า”

เสี่ยวเฉี่ยวเป็นชื่อเล่นของซูเถียน

เพราะตั้งแต่สองสามขวบ ซูเถียนชอบสวยชอบงามมาก ก็เลยตั้งชื่อเล่นให้ว่าเสี่ยวเฉี่ยว

ซูเถียนพอใจกับคำตอบของลู่เฉียวยิ่งนัก พลางเลิกคิ้วอย่างได้อกได้ใจ “เจ้าวางใจเถิด มาแหยมข้า ถือว่ามันแหยมกับพญายมผู้เป็นแล้ว!”

เมื่อหั่นสาลี่เป็นชิ้นแล้ว ลู่เฉียนก็เอาตรงกลางที่เปรี้ยว ๆ นิดหน่อยกินเสียเอง แล้วไปล้างมือถือส้อมมาจากในครัววางบนจาน ก่อนเริ่มกินข้าวเย็นของตน

เช่นเดียวกัน เขาดื่มน้ำแกงก่อน ซูเถียนเริ่มกินข้าวแล้ว

ในข้าวหม้อดินใส่หมูแดดเดียวไว้ หอมมาก ไม่ต้องมีกับข้าวเลยสักนิด แต่นางกินไม่เยอะ ประมาณกำปั้นหนึ่งก้อน ที่เหลือลู่เฉียนกินตามเก็บ

ลู่เฉียนมองดูท้องแบน ๆ ของภรรยาตัวน้อย คว้าตัวคนมาอยู่ข้าง ๆ ด้วยมือข้างเดียว แล้วลูบท้องนางพลางว่า

“อดมาทั้งวัน ไม่กินอีกสักหน่อยหรือ”

ซูเถียนส่ายหัว “ไม่อีกแล้ว อีกเดี๋ยวหัวค่ำก็ต้องกินข้าวเย็น เจ้าวางใจเถิด ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ นี่ จะปล่อยให้ตัวเองหิวได้ยังไง”

ลู่เฉียนเห็นนางไม่อยากกินจริง ๆ ก็ไม่ได้บังคับ จับมือน้อย ๆ ของภรรยาไว้แล้วกินข้าวที่เหลือจนเกลี้ยง

ซูเถียนซบพิงตัวผู้ชายอย่างหมดเรี่ยวแรง

“ยังง่วงอยู่หรือ จะนอนต่ออีกสักหน่อยไหม” ลู่เฉียนถามพลางคลึงมือนางเล่น

ซูเถียนก็กำลังเล่นนิ้วมือเขาอยู่เหมือนกัน นิ้วมือผู้ชายขาวสะอาดเรียวยาว ข้อนิ้วได้รูป เล็บตัดสั้นสะอาดสะอ้านเสมอ ดูดีมาก

“ไม่นอนแล้ว อีกเดี๋ยวเจ้ากินข้าวเสร็จจะทำอะไรต่อ เออ แล้วเจ้าจะกลับไปทำงานเมื่อไหร่” ซูเถียนเงยหน้าถาม

“วันมะรืนเริ่มทำงาน” ลู่เฉียนว่า “ไหน ๆ ก็ไม่นอนแล้ว งั้นอีกเดี๋ยวไปห้างสรรพสินค้ากับข้าหน่อยไหม ไปซื้อของขวัญให้พ่อกับแม่สักหน่อย พรุ่งนี้ไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านพ่อแม่”

ตาของซูเถียนเป็นประกาย “ได้สิ! เมื่อวานตอนข้าออกมา เจ้าหนูอันอันนั่นร้องไห้จนคอแหบไปหมดกระมัง อีกเดี๋ยวต้องไปเลือกรองเท้าหนังเล็ก ๆ ให้สักคู่ ต้องโอ๋ให้ดี ๆ ถึงจะได้ แล้วก็ซื้อหมวกกำมะหยี่ให้อ้วนต้วนอีกสักใบ มันอยากได้มานานแล้ว”

อันอันกับอ้วนต้วนคือลูกชายลูกสาวของพี่ชายคนโตของนาง ซึ่งก็คือหลานชายหลานสาวของนางนั่นเอง

“หน้าหนาวใส่รองเท้าหนังเล็ก ๆ เท้าไม่แข็งหรือ”

ซูเถียนทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของชายหนุ่มแล้วหัวเราะ “เจ้าสบายดีไหมว่าชื่อเล่นของอันอันนั้นเรียกอีกอย่างว่าอะไร เสี่ยวอ้ายเฉี่ยว แม่ข้าบอกว่านางเหมือนข้า ยอมให้เท้าแข็งก็เอาสวยไว้ก่อน”

ลู่เฉียนโอบกอดนาง “ตอนเด็ก ๆ เจ้าก็เป็นอย่างนี้หรือ”

“ข้าสู้ความหนาวไม่ได้เหมือนอันอันหรอก เมื่อก่อนหน้าหนาวนอกจากกินข้าวแล้ว ข้าออกข้างนอกแทบจะไม่เคยเลย ส่วนใหญ่ก็อยู่บนเตียงอุ่นนั่นแหละ”

แน่นอนว่า นางก็ไม่ได้นอนขดอยู่บนเตียงอุ่นจำศีลอย่างเดียวหรอก

เพราะมีชีวิตติดตัวมากกว่าคนอื่นมาหนึ่งชาติ ซูเถียนเริ่มเขียนเรื่องส่งต้นฉบับตั้งแต่ประถม อายุแปดเก้าขวบก็เริ่มได้ค่านิยาย

นางคือคนแรกของหมู่บ้านหวยซู่ถุนเลยทีเดียว!

ภายหลังสอบเข้าโรงเรียนมัธยมเฉิงจื้อได้ ก็มักไปแอบเรียนภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันตามมหาวิทยาลัยข้าง ๆ

ตอนอายุสิบเอ็ดขวบก็เริ่มแปลงานอ่านภาษาเยอรมัน ตอนแรกสุดได้หกหยวนต่อพันตัว เดือนนึงนางแปลได้สองหมื่นตัว ก็ได้หนึ่งร้อยยี่สิบหยวน ภายหลังขึ้นราคาเป็นสิบสองหยวนต่อพันตัว หนึ่งเดือนแปลออกมาได้ค่าจ้างสูงกว่าผู้จัดการโรงงานอีก

เรื่องส่งต้นฉบับชาวหมู่บ้านหวยซู่ถุนรู้กันทั้งนั้น แต่เรื่องเป็นนักแปลนี้ นอกจากคนในครอบครัวนางแล้ว คนอื่นไม่มีใครรู้เลย แอบทำเงิน!

จนกระทั่งปี 66 การปฏิวัติเริ่มขึ้น ไม่มีค่านิยายแล้ว นางถึงหยุดมือ

หลายปีนั้นนางก็เก็บเงินไว้ไม่น้อย

ถือโอกาสใช้ชื่อค่านิยาย หยิบของจากมิติมาเสริมเสบียงให้ที่บ้านอยู่บ่อย ๆ บวกกับพ่อของนางยังเป็นหัวหน้าหน่วยผลิตใหญ่ พี่ชายคนโตของนางปีก่อนได้เลื่อนเป็นรองผู้บังคับกองร้อยในกองทัพ เงินเดือนก็ไม่น้อย ดังนั้นโดยรวมแล้วสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวนางก็นับว่าดีทีเดียว

ทั้งสองพักผ่อนอีกครู่หนึ่งถึงลุกจากเตียง

ต้นเดือนพฤศจิกายน กรุงปักกิ่งยังไม่มีหิมะตก

ซูเถียนใส่เสื้อไหมพรมขนแกะสีนวลข้างใน เป็นเสื้อที่นางถักเอง ถักให้ลู่เฉียนด้วยหนึ่งตัว เป็นแบบคู่รัก

ไหมพรมขนแกะนี้ยังเป็นของขวัญจากเพื่อนร่วมห้องที่อยู่มองโกเลียในซึ่งให้ไว้ตอนนางเพิ่งซื้อบ้าน มีหลายสี นางเอาเก็บไว้ที่ห้องเก็บของในบ้านตลอดไม่ได้แตะต้องเลย พอเกิดใหม่ นางเอาไปแลกบัตรคูปองที่ตลาดมืดหลายหน แล้วค่อยหยิบออกมาให้แม่ช่วยถักเสื้อไหมพรมขนแกะให้ทุกคนในบ้านตัวละหนึ่งตัว

ทักษะการถักเสื้อไหมพรมนี่ก็คือเรียนมาจากแม่นางนี่แหละ

นางก็ไม่ได้ไปตลาดมืดบ่อยนักหรอก ของในมิติคุณภาพดีกว่าของสมัยนี้มาก ตอนที่ขาดคูปองเท่านั้น นางถึงจะเอาไหมพรมกับสำลีที่รื้อจากผ้าห่มไปตลาดมืดแลกคูปองต่าง ๆ ประเภทคูปองนาฬิกา คูปองจักรยาน คูปองผ้า บัตรสินค้าอุตสาหกรรมอะไรพวกนั้น ไปซื้อของที่ในมิติของนางขาดไปหรือเอาออกมาไม่ได้

ข้างนอกคลุมทับด้วยเสื้อโค้ทยาวผ้าฝ้ายสีเทาเข้มที่ลู่เฉียนซื้อให้ เรียบง่าย ดูดี

ลู่เฉียนเพิ่งล้างชามเสร็จเดินกลับมา ก็เห็นภรรยาตัวน้อยของตนยืนอยู่อย่างงดงามตรงประตู ส่องกระจกบานเล็กบนผนังทาครีม งามจับตา

ภรรยาตัวน้อยของเขางดงามมาก น่ารักมาก นี่คือสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่หกเจ็ดปีก่อนแล้ว

“เมื่อกี้ไม่ใช่เพิ่งทาครีมหรือ ทาใหม่ทำไมอีกรอบ” พูดไปก็หยิบผ้าพันคอของภรรยาออกมา กะว่าอีกเดี๋ยวจะพันคอให้ภรรยา ลมเดือนพฤศจิกายนมันกรีดหน้าอยู่บ้าง

“นั่นเป็นครีมบำรุงผิว ที่ข้าทาตอนนี้มันครีมกันแดด ไม่เหมือนกัน”

“ครีมกันแดด วันนี้ข้างนอกไม่มีแดดนะ”

“ไม่มีแดดก็ต้องทา ออกนอกประตูเมื่อไหร่ก็ต้องทา ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าทำไมหน้าข้าถึงขาวใสนุ่มนวลขนาดนี้ เอาล่ะ ข้าแต่งตัวเสร็จแล้ว ไปกันเถิด พวกเราไปกัน!”

……

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com

ความคิดเห็น

0/1,000 · ระบบจะเซ็นเซอร์คำไม่เหมาะสมอัตโนมัติ

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้