“เขาเป็นใครน่ะ”
คนรอบข้างที่ได้ยินคำพูดนั้น พากันเหลียวมองไปทางเดียวกัน พอเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ก็พากันตกตะลึง
นักเรียนงั้นเหรอ
หลินซืออวิ๋นเองก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ก็เกิดคำถามเช่นกัน
ส่วนเจียงเสี่ยวไป๋นั้นถึงกับเหม่อไปชั่วขณะ
ช่างเป็นผู้หญิงที่งดงามเหลือเกิน
ใบหน้ารูปไข่ได้รูป ไรคิ้วยาว ริมฝีปากแดงระเรื่ออิ่มเอิบ
โดยเฉพาะทุกอิริยาบถ ล้วนแฝงไว้ด้วยความสง่างามและความมั่นใจที่ยากจะบรรยาย
“คุณกำลังจะบอกว่าวิธีของฉันไม่ถูกต้องเหรอ”
หลินซืออวิ๋นไม่รู้หรอกว่าเจียงเสี่ยวไป๋กำลังคิดอะไร น้ำเสียงน่าฟังของเธอเจือความสงสัยใคร่รู้
“ถูกต้อง”
เจียงเสี่ยวไป๋ตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง แต่เพิ่งพูดได้สองคำ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างตัวเขา “อาจารย์เจียง ที่คุณพูดมาแบบนี้มันหมายความว่าไง”
“หรือจะว่านายคิดว่าแพทย์แผนตะวันตกสู้แพทย์แผนจีนไม่ได้” พอพูดมาถึงประโยคหลังก็แฝงเสียงหัวเราะเยาะชัด ๆ
คนที่พูดคือจางต้ง เขากำลังหมั่นไส้เจียงเสี่ยวไป๋อยู่พอดี และหมอนี่ก็ทำตัวเป็นลูกนกโง่ออกหัว ไหนจะต้องรับมือกับหลินซืออวิ๋นอีก
ถ้าเขาไม่ฉวยโอกาสนี้ทำอะไรสักอย่าง ก็คงเสียของแย่
และก็เป็นไปตามที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด หลังจากเขาพูดจบ อาจารย์สายแพทย์แผนตะวันตกที่อยู่ตรงนั้นต่างก็จ้องเขม็งไปที่เจียงเสี่ยวไป๋
ในวิทยาลัยแบ่งเป็นสองคณะใหญ่คือแผนจีนกับแผนตะวันตก แต่ถึงแม้จะอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคณะก็ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก
คนของคณะแพทย์แผนจีนก็คิดว่าแผนจีนดีกว่าแผนตะวันตก ส่วนคนของคณะแผนตะวันตกก็คิดตรงกันข้าม
ก็เพราะเหตุนี้ แผนจีนกับแผนตะวันตกเลยกลายเป็นคนละค่าย จะเป็นกิจกรรมภายในหรือนอกมหาวิทยาลัย ต่างฝ่ายก็อยากจะพิสูจน์ว่าวิชาแพทย์ของตัวเองเหนือชั้นกว่า
แต่ว่าพูดถึงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานตรวจรักษานอกสถานที่ หรือจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียน คณะแพทย์แผนตะวันตกก็ข่มคณะแพทย์แผนจีนอยู่ตลอด
“ผมเปล่านะ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองจางต้งอย่างเย็นชาจากนั้นก็หันไปพูดกับคุณยายท่านนั้นว่า “คุณยายท่านนี้เป็นโรคหัวใจกำเริบกะทันหันจริง แต่วิธีปฐมพยาบาลของอาจารย์หลินไม่ถูกต้อง”
“ต้องรู้ไว้ว่า คุณยายท่านนี้เป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ถ้าใช้วิธีการกดแบบนี้ ไม่เพียงไม่ทำให้อาการดีขึ้น ยังจะยิ่งทำให้อาการหนักกว่าเดิมด้วย”
“หา”
รอยยิ้มของจางต้งยิ่งฉายชัดกว่าเดิม เขายิ้มตาหยีพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นนายก็คือกำลังตั้งคำถามในความสามารถส่วนตัวของอาจารย์หลินสินะ”
ไอคิวทางอารมณ์ของเจียงเสี่ยวไป๋นี่มันต่ำเสียจริง เขามั่นใจเลยว่าไม่กี่วันก็จัดการให้หมอนี่โดนไล่ออกได้สบาย
จริงอยู่ที่เบื้องหลังเจียงเสี่ยวไป๋คือรองอธิการบดี แต่ของหลินซืออวิ๋นน่ะอธิการบดีตัวจริง
เจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าจางต้งจงใจทำ แต่เขาก็ไม่สนใจ กลับหันไปหาหลินซืออวิ๋นแล้วพูดว่า “ผมก็สงสัยอยู่บ้างจริง ๆ งั้น… ให้ผมลองดูไหม”
“อาจารย์หลิน ในเมื่อเขาพูดมาขนาดนี้แล้ว ก็ให้เขาลองดูเถอะ”
จางต้งพูดขึ้นเบา ๆ อยู่ข้าง ๆ “เขาชื่อเจียงเสี่ยวไป๋ เป็นอาจารย์ประจำชั้นของคณะแพทย์แผนจีนที่เพิ่งบรรจุใหม่ พวกเราควรจะเชื่อมั่นในความสามารถของเขา”
พูดจบจางต้งก็หรี่ตาลง สายตาไม่เป็นมิตรแวบขึ้นในดวงตาคู่นั้นแล้วก็หายวับไป
ถ้าคราวนี้เพราะเจียงเสี่ยวไป๋แล้วทำให้คุณยายเสียชีวิต งั้นความรับผิดชอบนี้ก็ต้องตกเป็นของเขา
ถ้าเรื่องมันใหญ่ถึงคนตาย ก็ไม่ใช่แค่ทำให้เจียงเสี่ยวไป๋ถูกไล่ออกจากวิทยาลัยได้แล้ว เขายังจะต้องติดคุกอีกด้วย
“อาจารย์ประจำชั้น”
หลินซืออวิ๋นแปลกใจเล็กน้อย เจียงเสี่ยวไป๋คนนี้ต่อให้มองยังไงก็เหมือนนักเรียน แต่ใครจะคิดว่าเขาเป็นอาจารย์ประจำชั้น
ที่ออกมาพูดตอนนี้ก็เพื่อจะโชว์ฟอร์มงั้นเหรอ
ต่อให้เธอไม่ได้รังเกียจอะไรพวกนี้ แต่ความมั่นใจในตัวเองของเธอ มันไม่ยอมให้ใครมาสงสัยในตัวเธอหรอก
เพราะงั้น ริมฝีปากแดงจึงขยับขึ้นเบา ๆ พูดอย่างใจเย็นว่า “อาจารย์เจียง เรื่องนี้มันเกิดในพื้นที่คณะแพทย์แผนตะวันตกของเรา ก็ควรจะเป็นความรับผิดชอบของพวกเรา ส่วนข้อสงสัยของคุณ ฉันขอสงวนไว้ก่อน”
เจียงเสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วขึ้น เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เห็นคุณยายเริ่มชักแรงขึ้นอีก แถมยังมีฟองขาวฟูมปากออกมา
“ไม่ดีแล้ว”
ด้วยความเร่งด่วน เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น พุ่งตัวไปอยู่ข้าง ๆ คุณยายทันที
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ดวงตาคู่หนึ่งก็มีแสงสีทองแวบขึ้นมา ปรากฎในม่านตาสีดำราวกับเปลวไฟที่โอบล้อมอยู่
ยกมือขึ้น เขาหยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งออกมา แล้วปักลงบนหน้าอกของคุณยายโดยตรง
เมื่อเข็มนี้ทิ่มลงไปในอกของคุณยายแล้ว ร่างของคุณยายก็ยิ่งสั่นสะท้านรุนแรงขึ้น แต่ว่าเจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่ได้หยุด เขายกมือขึ้นอีกครั้ง เข็มเงินก็ขยับอีกหน โดยปักเข้าไปตามจุดชีพจรหลายจุดบนหน้าอกของคุณยาย
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ สีหน้าทรมานของคุณยายก็ค่อย ๆ คลายลง สีหน้ากลับมาเป็นปกติ
“เดี๋ยวส่งโรงพยาบาลก็พอแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋ผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหันไปพูดกับหลินซืออวิ๋นที่กำลังเต็มไปด้วยความตกตะลึงว่า “จำไว้ด้วย อย่าดึงเข็มออก”
พูดจบ เจียงเสี่ยวไป๋ก็ลุกขึ้นยืนเต็มตัว แต่ในตอนนั้นเอง เสียงเหน็บแนมก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ก็แค่ฟลุ๊คหรอก ถึงนายจะไม่ทำแบบนี้ ฉันก็เชื่อว่าอาจารย์หลินก็รับมือได้เหมือนกัน”
ฟังออกว่าเป็นเสียงของจางต้ง เจียงเสี่ยวไป๋จึงมองไปทางนั้น พลางพูดด้วยรอยยิ้มกว้างว่า “ผมก็ว่างั้น แต่ อย่างน้อยผมก็ได้ช่วย ไม่เหมือนผู้อำนวยการจางที่เอาแต่พูด”
ว่าจบเขาก็เดินจากไปทันที ไม่แม้แต่จะหันมามองจางต้งอีก
ถ้าใครไม่มารังแกฉัน ฉันก็ไม่รังแกใคร
ในเมื่อจางต้งนี่ไม่มีท่าทีดี ๆ ต่อเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องให้อารมณ์ดี ๆ กับคนแบบนี้เหมือนกัน
“แก…”
จางต้งมองไปที่แผ่นหลังของเจียงเสี่ยวไป๋ สีหน้ายิ่งดูดำมืดลง
“ที่แท้คณะแพทย์แผนจีนกับแผนตะวันตกก็อยู่ตึกเดียวกันนี่เอง”
อีกด้านหนึ่ง เจียงเสี่ยวไป๋ที่สอบถามผู้คนมาจนได้รู้อะไรมาเหมือนกัน
เดิมทีเพราะว่าคนที่เรียนแพทย์แผนจีนนั้นมีไม่มาก เลยถูกรวมเข้ามาอยู่ในตึกเดียวกับทางแผนตะวันตก
ตอนที่เขากำลังเดินตามทางเดินเพื่อตามหาห้องของชั้นปีสามห้องสี่นั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากมุมเลี้ยว ชนเข้ากับตัวเขาอย่างจัง
ในชั่วพริบตานั้น เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกถึงความนิ่มนุ่ม และยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมากระทบจมูก
พอมองเห็นว่าร่างนั้นกำลังถอยหลังล้มลง เจียงเสี่ยวไป๋ก็ก้าวขายาว ๆ ออกไปด้วยฝีเท้าอันลึกล้ำอย่างที่สุด โอบร่างนั้นเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
“เธอ ไม่เป็นไรนะ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองเด็กสาวก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมาก
หน้าตาหวานหยด แก้มป่องยุ้ย ให้ความรู้สึกเหมือนจะบีบน้ำออกมาได้
ตอนนี้ดวงตาโตเป็นประกายคู่หนึ่งกำลังมองเขาอย่างตกใจ
เขาจึงเลือกที่จะปล่อยมือออก
“ฉันก็ผิดเหมือนกันนะ เมื่อกี้ขอบคุณนะ”
หลู่เสี่ยวหยู่นัยน์ตาสวยมีความแปลกใจอยู่บ้าง เมื่อครู่เธอนึกว่าตัวเองจะล้มลงกับพื้นซะแล้ว
คิดไม่ถึงว่าคนคนนี้จะคว้าเธอไว้ได้
“ด้วยความยินดี”
เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหน้ายิ้ม ๆ หลังจากนั้นก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “น้องครับ ห้องชั้นปีสามห้องสี่อยู่ตรงไหนครับ”
“ห้องสี่”
ดวงตากลมโตคู่สวยของหลู่เสี่ยวหยู่เต็มไปด้วยความฉงน จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ ถามด้วยความสงสัยว่า “นายเป็นนักเรียนย้ายมาใหม่เหรอ”
“ไม่ใช่ ผมเป็นอาจารย์” เจียงเสี่ยวไป๋ยักไหล่
“เชอะ”
หลู่เสี่ยวหยู่ย่นจมูกน่ารักของตัวเองแล้วพูดว่า “ถ้านายเป็นอาจารย์ ฉันก็เป็นพ่อของอาจารย์สิ”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าหลู่เสี่ยวหยู่ยังไม่เชื่อ
ตอนที่เขากำลังจะอธิบายนั้นเอง หลู่เสี่ยวหยู่ก็พูดขึ้นก่อนว่า “ช่างเถอะ ฉันพานายไปเองแล้วกัน”
พูดจบก็เดินไปทางด้านหน้า
……
ตอนนี้ ภายในห้องเรียนของชั้นปีสามห้องสี่กำลังสนุกสนานกันใหญ่
“จางเลี่ยง นี่มึงจะบื้อรึไงวะ ทำไมเอาแต่ลุยป่า ไม่เห็นกูโดนกระทืบอยู่ข้าง ๆ เหรอ”
“อย่าตกหลุมพราง เดี๋ยวกูไปเอาบัฟฟ้ามาแล้วให้พวกมันคุกเข่าร้องเรียกพ่อ”
“สัส ต๋าจี่โคตรร้าย…”
“ที่นี่คือชั้นปีสาม ห้องสี่เหรอ”
เจียงเสี่ยวไป๋เดินเข้ามาในห้องเรียน มองดูกองคนที่จับกลุ่มกันอยู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
นี่มันไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้เลยสักนิด
“ใช่ ที่นี่แหละชั้นปีสาม ห้องสี่”
หลู่เสี่ยวหยู่ยิ้มหวานพูดว่า “นี่ไง ห้องที่คึกคักที่สุดของคณะแพทย์แผนจีนพวกเรา”