หลินเหยียนกระพริบตาปริบ ๆ อย่างอึดอัด แล้วรีบเบือนสายตาหนี
เอาเถอะ
ความเหลาะแหละที่ฝังอยู่ในกระดูก จะมองว่าถูกใจก็แปลกแล้ว
หลังจากทายาเสร็จ รถก็แล่นออกไป
"เข้าเมืองมีธุระอะไร?" สิงอวี้จับพวงมาลัยถาม
"อืม"
"ธุระอะไร?"
"หาที่พัก"
ในแววตาของสิงอวี้ฉายแววประหลาดใจที่หายวับไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้านิ่งสงบพลางหยั่งเชิง
"นี่หมายความว่าคุณจะมาพัฒนาตัวที่อำเภอหลงผิงต่อสินะ?"
หลินเหยียนตอบส่ง ๆ ว่า "ก็พอจะว่าอย่างนั้น"
ในมือไม่มีเงิน ร่างกายก็ไม่ค่อยดี ทำได้แค่อยู่ที่บ้านเกิดช่วงเปลี่ยนผ่านไปสักพัก
รอให้เลยปีใหม่ไปแล้วค่อยหางานในอำเภอ เก็บเงินได้บ้างแล้วค่อยวางแผน
คุยกันไม่กี่ประโยค ก็กลับมาเงียบอีกครั้ง
หลินเหยียนสภาพจิตใจไม่ค่อยดี จึงหลับตาพัก
ตอนตื่นขึ้นมาก็ถึงจุดหมายแล้ว มีเสื้อคลุมสีดำพาดอยู่บนตัว
ไอ้หน้าขี้เหนียวนี่ ก็ใส่ใจคนเป็นเหมือนกัน
ที่นั่งคนขับว่างเปล่า หลินเหยียนกวาดตามองหา จนเห็นเงาของสิงอวี้ผ่านกระจกหน้ารถ
เขากำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างนอกร่างกายสูงโปร่งสง่างาม เสื้อไหมพรมสีดำรัดรูปเผยเส้นกล้ามเนื้อที่พอเห็นลาง ๆ ดูมีเสน่ห์แบบแกร่งกล้าที่อธิบายไม่ถูก
ตอนนั้นเอง สิงอวี้ก็หันมาพอดี สบตากับเธอ
แววตาที่เดิมทีเต็มไปด้วยความเย็นชา แต่ทันทีที่สัมผัสสายตาเธอ ความเฉียบคมก็จางหายไป กลับมีแววทะเล้นเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมา เขาเลิกคิ้วแล้วขยับปากว่า "ตื่นแล้วหรือ?"
ผ่านกระจก หลินเหยียนอ่านจากรูปปากเขาออก
หลินเหยียนเดินลงจากรถยื่นเสื้อคลุมคืนให้เขา "ขอบใจนะ"
"เพื่อนรัก" สิงอวี้พาดเสื้อคลุมไว้ที่แขน จงใจเน้นเสียงพูด "เกรงใจกันอีกแล้ว"
"..." หลินเหยียนกดขมับตัวเองเบา ๆ เปลี่ยนเรื่อง "ฉันหลับไปนานไหม?"
ระยะหลังกินยามานาน เลยง่วงนอนมากเป็นพิเศษ
"40 กว่านาที"
"วันนี้รบกวนคุณแล้ว" หลินเหยียนนึกอะไรขึ้นมาได้ หยุดไปครู่หนึ่ง ถามว่า "โค้ชสิง จะหารค่าน้ำมันกันไหม? จะให้คุณเสียเปรียบไม่ได้นะ"
"เจตนาลึกซึ้งซ่อนในถ้อยคำ เรื่องหารเงินน่ะหลอก แต่ที่อยากเป็น 'เพื่อนรัก' กับคุณหลินต่างหากคือความจริง" สิงอวี้ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว โน้มตัวลงมานิดหนึ่ง จ้องมองเธอพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
"อีกอย่าง เสียเปรียบก็เป็นบุญ ผมชอบเสียเปรียบ"
สายตาที่จับจ้องมาอย่างเผ็ดร้อนและเย้ายวนนั่น ทำให้หลินเหยียนรู้สึกได้ถึงความรุกล้ำและอันตรายอย่างบอกไม่ถูก
จะว่าไป ไอ้สิงอวี้คนนี้ก็เก่งเรื่องพวกนี้จริง ๆ
ไม่เคยผ่านความรักมาสักสองสามครั้ง คงฝึกฝนเทคนิคจีบสาวที่แพรวพราวแบบนี้ไม่ได้แน่
หลินเหยียนยิ้มเยาะให้เขาทีหนึ่ง แล้วหันหลังเดินไปจัดการธุระต่อ
ผ่านไปทั้งเช้า ห้องที่ดูไปหลายห้องเธอยังคิดว่าไม่เหมาะ ราคาเกินงบ
อพาร์ตเมนต์หนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นในอำเภอเริ่มต้นที่ 800 บาท วางมัดจำหนึ่งเดือนจ่ายล่วงหน้าสามเดือนก็หลายพัน
ตัวเธอเองก็ไม่มีเงินอยู่แล้ว แถมยังต้องใช้ชีวิตด้วยบัตรเครดิต
เธออยากเช่าห้องราคาสัก 400-500 บาท แล้วจ่ายเป็นรายเดือน แต่นายหน้าบอกว่าฟ้าคงไม่มีทางโปรยขนมปังให้หาง่าย ๆ ห้องเดี่ยวยังต้อง 700 บาทขึ้นไป
ตอนบ่ายขณะหลินเหยียนกำลังจะกลับ เธอได้รับโทรศัพท์จากนายหน้า
บอกว่าแถวจัตุรัสซื่อจี้มีห้องหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นตกแต่งอย่างดีห้องหนึ่ง เจ้าของห้องจะไปต่างจังหวัดพรุ่งนี้ วันนี้เลยรีบปล่อยเช่า ค่าเช่าแค่ 500 บาท และยังจ่ายเป็นรายเดือนได้ด้วย
ตรงตามงบของเธอเป๊ะ
กลายเป็นว่าฟ้าโปรยขนมปังให้จริง ๆ
เธอรีบไปเซ็นสัญญาทันที กลัวว่าช้าก้าวเดียวขนมปังนี่จะถูกคนอื่นแย่งกินไป
เพิ่งจัดการเรื่องห้องเสร็จ มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง พอรับสายถึงรู้ว่าเป็นบริษัทแปลแห่งหนึ่งให้เธอไปสัมภาษณ์
เมื่อคืนเธอเพิ่งส่งโปรไฟล์บนแพลตฟอร์มหางาน วันนี้ก็ได้รับโทรศัพท์ และที่สัมภาษณ์ก็อยู่ใกล้จัตุรัสซื่อจี้พอดี
การสัมภาษณ์ราบรื่นมาก เจ้าของเป็นผู้หญิงท้องถิ่นใจร้อนเปิดเผย ปากแดงผมลอน เป็นผู้ใหญ่ที่สวยเก๋
พอได้ยินว่าเธอจบจากโรงเรียนภาษาต่างประเทศจิงเป่ย และเคยทำงานในบริษัทแปลชื่อดัง ก็รับเธอเข้าทำงานทันที บอกให้ค่อยเข้าไปหลังปีใหม่
แค่เงินเดือนในอำเภอน้อยกว่าในจิงเป่ยไปเกินครึ่ง
หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ หลินเหยียนเพิ่งนั่งลิฟต์ลงมาชั้นล่าง ก็มีเสียงตื่นเต้นร่าเริงดังมาจากด้านหลัง
"ซ้อ!"
หลินเหยียนหันกลับตามอัตโนมัติ "ม่อไข่?"
"ซ้อ มาอำเภอทำอะไรน่ะ?" ม่อไข่ก้าวมารับหน้าทันที ถามอย่างทะลึ่งตึงตัง "คุณมาหาพี่ยวี่สินะ?"
พูดพล่ามตั้งแต่เจอหน้ากัน
ยอมเจ้าม่อไข่จอมป่วนคนนี้แล้ว
"อย่าเรียกมั่วซั่ว ฉันกับสิงอวี้ไม่มีอะไรกัน"
"รู้แล้ว ๆ" ม่อไข่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา "เข้ามาแล้ว ก็นั่งดื่มอะไรในนี้ก่อนสิครับซ้อ!"
หลินเหยียนเพิ่งเห็นว่า ข้าง ๆ สถาบันสอนภาษาอังกฤษมีค่ายมวยอยู่แห่งหนึ่ง
ที่หน้าประตูมีป้ายเด่นสง่างามติดอยู่
——จี๋เฟิงบ่อจี้
ที่ของสิงอวี้!
แปลกจริง บังเอิญจนน่าเหลือเชื่อ
ระหว่างกำลังงุนงง ม่อไข่ก็ดึงแขนเธอเข้ามาในค่ายแล้ว
ชั้นหนึ่งมีนักเรียนหลายคนกำลังเรียนอยู่ ผู้ปกครองนั่งรออยู่ในบริเวณพัก
เห็นม่อไข่กับเธอดึงกันไปดึงกันมา ต่างพากันมองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
"ซ้อ ทุกคนมองอยู่แล้วนะ!" ม่อไข่กระซิบกับเธอ "คุณจะเดินเอง หรือจะให้ผมดึงต่อไปดีล่ะ?"
"..." หลินเหยียนมีท่าทีหงุดหงิด แต่ก็ยังเดินตามม่อไข่ขึ้นไปชั้นสองอย่างลึกลับ
ก็ดีเหมือนกัน
เจอสิงอวี้แล้ว จะได้คุยกับเขาเรื่องม่อไข่ที่ควบคุมปากตัวเองไม่ให้มั่วซั่วเรียกเธอว่าซ้อไม่ได้สักที
ชั้นสองเป็นห้องสอนคลาสผู้ใหญ่ หลินเหยียนกวาดตามองผ่าน ๆ ไม่เห็นแม้แต่เงาของสิงอวี้
"ซ้อ" ม่อไข่เข้ามาชิด "พี่ยวี้ไม่สอนคลาสใหญ่ สอนเฉพาะตัวต่อตัวเท่านั้นครับ"
หลินเหยียน: "ฉันไม่สนใจ"
ม่อไข่ไม่แคร์ว่าเธออยากฟังหรือไม่ ร่ายยาวออกมาอีกชุด
"ซ้อ พี่ยวี้เก่งจะตายไป! ไม่ใช่แค่เชี่ยวชาญชกมวยปล้ำ การต่อสู้ ยูโด แซมโบ้ แต่เขายังเป็นอดีตหน่วยรบพิเศษ ฝีมือสุดยอด! ถ้าคุณคบกับเขา ทั้งอำเภอไม่มีใครกล้ารังแกคุณแน่!"
อดีตหน่วยรบพิเศษ?
ที่แท้พวกที่เป็นทหารก็ไม่รู้จักยี่หระเหมือนกัน
หลินเหยียนไม่สนใจ แถมขี้เกียจจะต่อความยาว ตามม่อไข่มาถึงห้องสุดทางเดินด้านซ้ายของชั้นสอง
ม่อไข่ไม่เคาะประตู หมุนลูกบิดแล้วดันเข้าไป
"พี่ยวี้ ซ้อมาแล้ว!"
ม่อไข่เหมือนโดนปลุกเร้า รวดเร็วปานสายฟ้าผลักเธอเข้ามาในห้อง
แล้วปิดประตู วิ่งเผ่นหนีไปเลย
บรรยากาศหยุดนิ่ง
หลินเหยียนเบิกตากว้าง ตะลึงงัน
สิงอวี้ตรงหน้ามีไอร้อนผุดทั่วร่าง ในมือถือผ้าขนหนูสีขาวผืนหนึ่งกำลังเช็ดเหงื่อ เป็นสภาพที่เพิ่งออกกำลังกายเสร็จหมาด ๆ
เขาใส่กางเกงมวยสีดำ แต่ท่อนบนเปลือยเปล่า หยาดเหงื่อไหลจากใบหน้าคมสันลงไปตามลูกกระเดือก สู่ส่วนโค้งของมัดกล้ามเนื้อที่พองแน่น สุดท้ายหายลงตรงขอบกางเกง
ช่างเป็นรูปร่างที่เร้าโลหิตพลุ่งพล่านจริง ๆ
"เพื่อนรัก" สิงอวี้เห็นเธอก็แปลกใจนิดหน่อย จากนั้นเอียงคอทำขี้เกียจมองเธอ "ไม่เจอกันครึ่งวัน ก็คิดถึงผมแล้ว?"
หลินเหยียนกวาดสายตาออกจากกล้ามหน้าท้องของเขามา "คุณเป็นโรคหลงตัวเองหรือเปล่า?"
"แล้วคุณมาที่นี่ทำไม?"
"ก็ต้องขอบคุณม่อไข่น้องชายคุณนั่นแหละ"
"อ้อ?" สิงอวี้วางผ้าขนหนูลง ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว แววตามีความอ่อนหวานลุ่มลึก "เฮ้อ นี่คุณไม่ได้ตามผมมานะ?"
หลินเหยียนถูกเขาบีบให้ถอยไปติดกับแผงประตู ระยะห่างระหว่างพวกเขาหดสั้นลงในพริบตา
ลมหายใจหนัก ๆ โถมลงมา ใบหน้าของสิงอวี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม เต็มไปด้วยความปรารถนาแรงกล้าที่ปิดยาก
ฮอร์โมนลอยฟุ้ง ลมหายใจของหลินเหยียนเริ่มไม่เป็นจังหวะ เธอผลักอกเขาโดยไม่คิด "ปล่อยเถอะ"
ตอนที่มือสัมผัสผิวหนังเขา หลินเหยียนถึงรู้ตัวว่าเขาไม่ได้ใส่เสื้อ
สัมผัสที่ถ่ายทอดมาอย่างชัดเจน ทำให้เธอทั้งอายและรู้สึกขายหน้า
จากนั้น สิงอวี้ก็โน้มตัวเข้าใกล้ขึ้นอีก สีหน้ายั่วยวน แต่น้ำเสียงกลับแจ่มชัด
"เพื่อนรัก นี่คุณลวนลามอกผมเหรอ?"
"..." ป่วยไม่เบาเลย
หลินเหยียนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ เพราะรู้สึกเหมือนเงยหน้าขึ้นนิดหน่อยปากก็จะแตะคางเขา "บ้าไปแล้วหรือไง ฉันไม่ใช่หมาป่าหื่น"
วินาทีต่อมา สิงอวี้จับมือเธอ ทำท่าจะกดมันลงบนอกเขาแรง ๆ
"หมาป่าหื่นสักหน่อยจะเป็นอะไร? ไหนลองหื่นใส่ผมสิ"