ไม่นานเพลงหนึ่งก็จบลง
ท่าสุดท้ายของเสิ่นม่านหยุดค้างอยู่ใต้แสงไฟ
เธอเอนกายไปด้านหลังเล็กน้อย เหยียดแขนออก ราวกับนกกระเรียนขาวที่กำลังกางปีก เมื่อเสียงดนตรีหยุดลง เธอค่อย ๆ ผ่อนท่าทางกลับมายืนตรง เส้นผมที่ปรกหน้าผากชื้นเหงื่อเล็กน้อย แนบติดหน้าผากเกลี้ยงเกลา ลมหายใจยังหอบถี่อยู่บ้าง
ทั้งสนามเงียบไปไม่ถึงครึ่งวินาที ก่อนเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังกระหึ่มราวฟ้าคำราม
ถังไห่ปรบมือพลางเดินเข้าไปหา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกว้าง สดใสเหมือนดอกไม้ที่ผลิบานท่ามกลางลมวสันต์ ดวงตาเป็นประกายเกินพอดี
เขาเดินฉับ ๆ ไปข้างเสิ่นม่าน รับไมโครโฟนมา กระแอมเบา ๆ แล้วตะโกนถามคนข้างล่างว่า “เพื่อน ๆ ว่าเสิ่นม่านเต้นเป็นยังไงบ้าง?”
พวกนักศึกษาชายด้านล่างเหมือนนักโทษประหารที่ถูกขังมาหลายสิบปี ต่างตะโกนพร้อมกันว่า “เยี่ยม——”
เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหว แม้แต่รุ่นพี่ปีสี่ในหอพักข้างสนามกีฬายังพากันเปิดหน้าต่าง ชะโงกหน้าลงมามอง บางคนคาบแปรงสีฟันอยู่ บางคนเปลือยท่อนบน บางคนชูโทรศัพท์ถ่ายลงมา พลางตะโกนว่า “เกิดอะไรขึ้น ๆ”
ถังไห่ยิ้ม สายตากวาดมองเสิ่นม่านตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนหันไปพูดกับคนด้านล่างว่า “ดูท่าผู้ชายที่อยู่ที่นี่จะคึกคักกันมากเลยนะ! ในเมื่อเป็นแบบนี้ เสิ่นม่าน ฉันขอถามแทนพวกเพื่อน ๆ ด้านล่างสักเรื่องที่ค่อนข้างส่วนตัวหน่อย...”
เขาจงใจหยุดเว้นจังหวะให้ทุกคนลุ้น ก่อนยิ้มถามออกมาว่า “มีแฟนหรือยัง?”
ด้านล่างส่งเสียงโห่ร้องอีกครั้ง เสียงผิวปากและเสียงตะโกนดังขึ้นระงม บางคนถึงกับตะเบ็งเสียงว่า “ถ้ายังไม่มี ลองคบกับฉันดูไหม” ทำเอาทุกคนหัวเราะครืน
เสิ่นม่านเหลือบมองเขา สีหน้าเขียนชัดว่า ‘ไม่อยากคุยกับพวกนาย’ เธอคร้านจะพูดด้วยซ้ำ หันหลังเตรียมลงจากเวทีทันที
