เจียงจือสูดลมหายใจลึก ก่อนถามนางว่า “เซี่ยวหมานได้ยินคำพูดเช่นนี้มาจากที่ใด”
ทุกครั้งที่เจียงเซี่ยวหมานเข้าออกสถานที่ใด ล้วนมีองครักษ์เงาติดตามอยู่ข้างกาย
เมื่อยังเล็กกว่านี้ เคยมีครอบครัวขุนนางผู้หนึ่งเหน็บแนมนางอย่างเย็นชาว่าเป็นเด็กกำพร้าพ่อไร้หัวนอนปลายเท้า องครักษ์เงาของเซียวเสวียนโยวจึงจับคนผู้นั้นโยนลงบ่อน้ำต่อหน้าผู้คน ทำให้อับอายขายหน้ายิ่งนัก
นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไรต่อหน้านางอีก
ส่วนเซียวเสวียนโยวทั้งสี่คนยิ่งมีสีหน้าเคร่งขรึมลง
แรกเริ่มเดิมที พวกเขาไม่ใช่ว่าไม่เคยแย่งชิงเรื่องสายเลือดของเซี่ยวหมาน
แต่เจียงจือเคยประกาศไว้ว่า เซี่ยวหมานเป็นเพียงบุตรสาวของนาง และจะใช้นามสกุลของนางเท่านั้น ผู้ใดกล้าแย่งบุตรสาวไป นางจะสู้กับผู้นั้นจนตัวตาย
ทั้งสี่คนเองก็เคยคิดจะแอบไปตรวจสายเลือดเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา โดยปิดบังเจียงจือ
แต่ก็กลัวว่าผลที่ออกมาจะไม่เป็นดังใจหวัง อีกทั้งอาจกลายเป็นการเปิดทางให้ผู้อื่นได้ประโยชน์
ดังนั้นพวกเขาจึงรักษาสมดุลอันละเอียดอ่อนนี้ไว้ ไม่มีผู้ใดกล้าทำลายมัน เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า
แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่เซี่ยวหมานจะต้องยอมให้ผู้อื่นชี้นิ้ววิจารณ์
เจียงเซี่ยวหมานกลืนอาหารในปากลงไป ก่อนกล่าวว่า “ก็เด็กตัวเหม็นแห่งตระกูลเฉิงพูดน่ะสิ เขาบอกว่าข้าเป็นเด็กที่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร แล้วคำว่าไม่รู้ว่าพ่อเป็นใครนี่หมายความว่าอย่างไร หรือหมายถึงมีพ่อหลายคน”
แววตาของเซียวเสวียนโยวเย็นเยียบลง ทว่ายังคงพยายามใช้น้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดถามว่า “แล้วเซี่ยวหมานตอบเขาไปอย่างไร”
เจียงเซี่ยวหมานกล่าวว่า “เซี่ยวหมานก็ถามเขาว่าหมายความว่าอย่างไร แต่เด็กตัวเหม็นแห่งตระกูลเฉิงก็ตอบไม่ชัด บอกแค่ว่าได้ยินพ่อแม่พูดกัน”
