หลังจากย้ายมาอยู่ที่ตระกูลฉู่ ฉู่หยุนจือใช้เวลาสามวันทำความคุ้นเคยกับร่างกายนี้ทุกซอกทุกมุม
ชาติก่อนเธอเรียนจบจากคณะฟิสิกส์ เนื้อหาระดับมัธยมปลายสำหรับเธอจึงเหมือนการทบทวนมากกว่า ยิ่งเปลี่ยนมาอยู่ในสมองที่อ่อนวัยกว่า ความเร็วในการตอบสนองกลับยังเหนือกว่าชาติก่อนอยู่เล็กน้อย
สิ่งที่เธอต้องใช้เวลาทำความเข้าใจจริง ๆ คือร่างกายนี้
เรื่องที่เป็นอัมพาตคงไม่ต้องพูดถึง เธอกำลังค่อย ๆ ปรับตัวกับการนั่งรถเข็น แต่พื้นฐานร่างกายของเจ้าของเดิมย่ำแย่เกินไป
ตลอด 16 ปีที่อยู่ชนบท พ่อบุญธรรมโจวต้าซานเป็นชาวไร่ซื่อ ๆ พูดไม่มาก ไม่ตีไม่ด่าเธอ แต่ก็ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องของเธอนัก ส่วนแม่บุญธรรมฟางซิ่วเฟินสุขภาพไม่ดี กินยามาตลอดทั้งปี ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของบ้านหมดไปกับค่ายาของเธอ
สองสามีภรรยาไม่ได้ปฏิบัติต่อฉู่หยุนจืออย่างเลวร้าย อาหารการกินและเสื้อผ้าที่ควรให้ก็ให้ครบ แม้แต่ช่วงปีใหม่ก็ยังซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ แต่ความรู้สึกที่มีต่อกันกลับใกล้เคียงกับ “เด็กที่ฝากเลี้ยงไว้บ้านข้าง ๆ” สุภาพ มีความรับผิดชอบ ทว่าหาได้สนิทสนมกันไม่
บางครั้งโจวต้าซานจะมองเธอเกินกว่าปกติสักหน่อยตอนกินมื้อเย็น สีหน้าคล้ายอยากพูดอะไรแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ส่วนฟางซิ่วเฟินตรงไปตรงมากว่า บางครั้งก็จะพูดว่า “หยุนจือ ถ้าขาดเหลืออะไรเรื่องเรียนก็บอกนะ”
แต่ก็มีเพียงเท่านั้น พวกเขารู้ตั้งแต่แรกว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของตน ในใจจึงมีกำแพงบางอย่างคั่นอยู่เสมอ
เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เจ้าของเดิมจึงมีนิสัยเงียบขรึมและเก็บตัว
เธอสูง 162 เซนติเมตร ผอมจนกระดูกข้อมือปูดขึ้นมาเห็นเป็นข้อ ๆ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นมาตั้งแต่เด็ก เคยไปตรวจที่สถานีอนามัยในอำเภอ หมอบอกว่าเป็นปัญหาที่ลิ้นหัวใจ ไม่ร้ายแรง แต่ต้องระวังอย่าเหนื่อยเกินไป ส่วนโรคกระเพาะเกิดจากความหิว เธอเอาเวลาอาหารไปอ่านหนังสือบ่อย ๆ จนลืมกินหรือไม่มีเวลากิน นานวันเข้าจึงกลายเป็นโรค
ฉู่หยุนจือมองใบหน้าตัวเองในกระจกห้องน้ำอย่างละเอียด
พูดตามตรง เด็กสาวในกระจกหน้าตาไม่เลวเลย โครงหน้าดูเย็นชา คิ้วเรียวยาว หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย สีตาอ่อนกว่าคนทั่วไป เป็นสีน้ำตาลอมอำพัน จมูกโด่งตรง ริมฝีปากไม่หนาไม่บาง คางได้รูปเป็นเส้นชัดเจน เพราะผอมเกินไป โหนกแก้มจึงเด่นขึ้นมา ทำให้ใบหน้าดูมีมิติคมชัดยิ่งกว่าเดิม ผิวขาวซีด เผยความบอบบางอย่างคนป่วย
ถ้าบำรุงร่างกายจนมีเลือดฝาดขึ้นมา ใบหน้านี้คงสวยมาก
ฉู่หยุนจือเลื่อนกระจกกลับเข้าที่ หน้าตาสวยหรือไม่ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือร่างกายนี้จะพาเธอไปถึงวันที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงต้าได้หรือเปล่า
เธอทบทวนสภาพร่างกายของตัวเองในใจ: เป็นอัมพาต (ไม่อาจฟื้นตัว ต้องนั่งรถเข็นเท่านั้น), โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (ต้องตรวจเป็นระยะ ห้ามหักโหม), กระเพาะอักเสบเรื้อรัง (หากท้องว่างนานเกินไปจะกำเริบ ต้องกินให้ตรงเวลา), ขาดสารอาหารเรื้อรัง (ต้องค่อย ๆ บำรุง), กำลังร่างกายอ่อนแอ (นั่งรถเข็นทั้งวันก็ปวดเอวมาก)
สรุปคือ ตอนนี้เธอกำลังใช้ร่างกายที่พร้อมจะมีปัญหาได้ทุกเมื่อ ลงแข่งกับคนอื่นที่ขับรถดี ๆ
แต่เธอไม่มีทางเลือก นี่คือหนทางเดียวของเธอ
ตอนออกจากโรงพยาบาล หมอจ่ายยารักษากระเพาะ ยาประคองอาการหัวใจ และยาเสริมแคลเซียมหนึ่งขวด วันละสามครั้ง กินหลังอาหาร ฉู่หยุนจือตั้งนาฬิกาปลุกสามเวลาในโทรศัพท์เพื่อเตือนตัวเองให้กินยา โทรศัพท์เป็นเครื่องเก่าที่เจ้าของเดิมใช้ตอนอยู่ชนบท หน้าจอมีรอยร้าวหนึ่งเส้น แต่ยังใช้ได้ เธอไม่ได้ขอโทรศัพท์เครื่องใหม่จากตระกูลฉู่ ประหยัดได้ก็ประหยัด จะได้ไม่เปิดช่องให้ใครเอาไปพูด
คืนแรก เธออ่านหนังสืออยู่ในห้องจนถึงห้าทุ่มครึ่ง พอปิดไฟและเอนตัวลงนอน หัวใจก็พลันเต้นผิดจังหวะ ราวกับมีใครกำลังเคาะกลองอย่างไม่เป็นจังหวะอยู่ในอก เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียง มือกดตรงหน้าอกด้านซ้าย พลางนับจังหวะหัวใจ ผ่านไปราวสองถึงสามนาที จังหวะหัวใจจึงกลับมาเป็นปกติ
ร่างกายนี้กำลังเตือนเธอว่าอย่าฝืนตัวเองเกินไป
แต่เธอฝืนไม่ได้
อีกเรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ—ต่อจากนี้เนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับจะเป็นอย่างไร
ฉู่เจียหนิงจะทำสามเรื่องเพื่อรักษาฐานะของตัวเอง ขั้นแรก เธอจะกีดกันฉู่หยุนจือที่โรงเรียน ขั้นที่สอง คอยสร้างภาพลักษณ์ต่อหน้าฉู่เจี้ยนหัวและเฉินซูหลานอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาคิดว่าเธอต่างหากที่เป็น “ลูกสาว” ตัวจริง ขั้นที่สาม ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับตระกูลเซี่ย คุณปู่ตระกูลเซี่ยเคยตกลงด้วยวาจากับตระกูลฉู่ว่าให้เด็กทั้งสอง “ไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ” แต่เธอกลับแต่งเรื่องให้กลายเป็น “การหมั้นหมาย” และใช้เป็นไพ่ตายที่ใหญ่ที่สุด
ในนิยายต้นฉบับ ฉู่หยุนจือถูกเธอควบคุมจนดิ้นไม่หลุด
แต่ตอนนี้ฉู่หยุนจือไม่ใช่เจ้าของเดิม เธอรู้ว่าหมากแต่ละตัวจะเดินอย่างไร และรู้ด้วยว่าจะหลบหลุมพรางแต่ละจุดได้อย่างไร
เธอหยิบกระดาษร่างขึ้นมาแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนลงไปสี่คำ:
【เป้าหมาย: มหาวิทยาลัยชิงต้า】
จากนั้นก็เปิดตำราฟิสิกส์ เริ่มอ่านจากหน้าแรก
ในนั้นเต็มไปด้วยวิธีคำนวณที่เจ้าของเดิมเขียนไว้ มีอยู่จุดหนึ่งแก้ไปสองครั้ง สุดท้ายคำนวณคำตอบได้ถูกต้อง ข้าง ๆ ยังมีรูปหน้ายิ้มเล็ก ๆ วาดเอาไว้
เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ในใจเธอก็พลันรู้สึกหน่วงขึ้นมา
ไม่ใช่ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่เธอลืมตาตื่น เด็กสาวคนนี้ก็เคยตั้งใจมีชีวิตอยู่ เคยสอบได้ที่หนึ่งหลายครั้ง และเคยเฝ้าหวังให้คนในบ้านเรียกเธอว่าลูกสาวสักครั้ง
นอกหน้าต่างมืดสนิทแล้ว ห้องชั้นหนึ่งเก็บเสียงได้ไม่เลว แต่บางครั้งก็ยังได้ยินเสียงโทรทัศน์จากชั้นบน
ฉู่หยุนจือนั่งทำข้อสอบคณิตศาสตร์สองชุดใต้แสงโคมตั้งโต๊ะ แล้วเปิดตำราฟิสิกส์ไปยังบทที่สาม
ตอนห้าทุ่มครึ่ง เธอวางปากกาแล้วขยี้ตาที่เมื่อยล้า เธอต้องหาแว่นตาสักอัน แว่นของเจ้าของเดิมพังที่สนามแข่งม้า ตอนนี้เวลาอ่านหนังสือต้องเพ่งเข้าไปใกล้ ๆ ทำให้ปวดตามาก
สามวันต่อมา มีพัสดุมาส่งที่ตระกูลฉู่
พี่โจวนำมาให้เธอ “คุณหนูใหญ่คะ มีพัสดุของคุณค่ะ”
ฉู่หยุนจือแกะกล่องพัสดุ ข้างในเป็นกล่องแว่นตา ภายในมีแว่นกรอบใหม่หนึ่งอัน กรอบกลม ขาแว่นเรียว สีดำด้าน ดูเบาสบาย ในกล่องไม่มีจดหมาย แต่ที่อยู่ผู้ส่งบนใบปะหน้าระบุว่าเป็นโรงเรียนมัธยมอีจงเมืองหยุนเฉิง
พี่โจวมองเข้าไปในกล่องกระดาษ “ทำไมไม่เขียนโน้ตมาสักใบเลยล่ะคะ? คนที่มาส่งเมื่อกี้ก็ไม่พูดอะไร แค่ฝากให้ฉันเอามาให้คุณ”
ฉู่หยุนจือสวมแว่นแล้วลองมองตัวหนังสือในหนังสือ ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่าง ใบไม้ที่แต่ก่อนพร่าเลือนรวมเป็นก้อน ในที่สุดก็เห็นขอบชัดเจน มุมกรอบหน้าต่างมีฝุ่นจับอยู่เล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอมองไม่เห็นมาตลอด
เซี่ยหวยซวี่
เขาจำได้ว่าแว่นของเธอพังที่สนามแข่งม้า แถมยังตั้งใจไปหาค่าสายตาของเธอ หรือไม่ก็สอบถามโรงพยาบาลเพื่อขอแว่นเก่าของเธอมา
ฉู่หยุนจือวางกล่องแว่นลงบนโต๊ะหนังสือ แล้วมองมันอยู่ครู่หนึ่ง
เธอคิดได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่สัญญาณของการหวั่นไหว แต่เป็นความรู้สึกผิด
เซี่ยหวยซวี่เป็นคนที่อ่อนไหวกับการติดค้างผู้อื่นอย่างยิ่ง เธอช่วยชีวิตเขาไว้ เขาย่อมต้องตอบแทน จะส่งแว่นหรือส่งผลไม้ ก็เป็นการชดใช้หนี้ทั้งนั้น แต่หนี้ก้อนนี้ เธอจำเป็นต้องให้เขาชดใช้ต่อไป
ฉู่หยุนจือสวมแว่นใหม่แล้วเปิดตำราฟิสิกส์
เริ่มต้นใหม่ตั้งแต่หน้าแรก
