ไม่แปลกที่ชาวเน็ตบอกว่าอยากให้แฟนสวย ก็ต้องยอมทุ่มเงิน
ก็แค่ค่าความรู้สึกดีสิบแต้ม แต่ท่านผู้ใหญ่บ้านได้ติดตัวมาตั้งสิบแต้มตั้งแต่เกิดเลยนะ!
ส่วนค่าความรู้สึกดีสิบแต้มของหลิงชิงเจวี๋ยต้องใช้เงินถึงแสนถึงจะซื้อได้!
นี่แหละความแตกต่างระหว่างคน!
ไม่แน่อาจเป็นความแตกต่างระหว่างตัวละครที่จีบได้กับจีบไม่ได้
เมิ่งซูขบคิดความหมายของคำว่า "จีบได้" หากที่นี่เป็นเพียงโลกของเกม และระบบเกมบอกว่าเขาจีบหลิงชิงเจวี๋ยได้ งั้นเขาก็สามารถลองจีบหลิงชิงเจวี๋ยดูหน่อยใช่ไหม?
ยังไงที่นี่ก็เป็นแค่เกม
เมิ่งซูถามอีกว่า "เงินจากโลกของฉันใช้ที่นี่ได้ไหม?"
ผู้ใหญ่บ้านส่ายหัว "ไม่ได้ เจ้าทำได้แค่หาเงินตามกฎของที่นี่เท่านั้น"
เมิ่งซูมองผู้ใหญ่บ้านเหมือนเป็น NPC ที่ให้ภารกิจ จึงถามรัวเป็นชุด "มีของสมนาคุณมือใหม่ไหม? มีเงินทุนเริ่มต้นไหม? มีตัวชี้แนะภารกิจอยู่ที่ไหน?"
ผู้ใหญ่บ้านตอบ "ไม่มีของสมนาคุณ ไม่มีเงินทุน ไม่มีตัวชี้แนะ"
"แล้วฉันจะใช้ชีวิตอยู่ต่อยังไง?"
ผู้ใหญ่บ้านตบอกตัวเองพลางพูดเสียงชัดถ้อยชัดคำว่า "หากเจ้าดันตายนอกบ้าน เรามีทีมแพทย์มืออาชีพที่สุดช่วยชีวิตเจ้าได้ สบายใจได้ ต่อให้เจ้าแหลกเป็นผุยผง เราก็ทำให้เจ้าฟื้นได้! ทีมมืออาชีพ การันตีขั้นเทพ!"
เขาชี้ไปทางหลิงชิงเจวี๋ย "อย่ามองว่าชิงเจวี๋ยยังหนุ่ม เขาเป็นหนึ่งในทีมมืออาชีพของเรา หากเจ้าตายทีหลังก็ให้เขาช่วยเจ้า"
หลิงชิงเจวี๋ยสีหน้าเย็นชา "ฉันไม่ช่วยเขา"
เมิ่งซูคิดว่า คงเป็นการตั้งค่าระบบเกมละมั้ง ตายแล้วเกิดใหม่เลือดเต็มหลอดได้
หลิงชิงเจวี๋ยพูดต่อ "เขาตายข้างนอกนั่น ให้คนอื่นไปช่วย อย่ามารบกวนฉัน"
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะสองที "ต้องดูว่าเขาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้ใคร ถ้าส่งให้เจ้า เจ้าก็ต้องไป"
หลิงชิงเจวี๋ยเลิกคิ้ว แววตาคลุมเครือ "ท่านคิดว่าฉันจะทำตามกฎหรือ?"
ผู้ใหญ่บ้านจนแต้ม "อย่างน้อยเจ้าก็ต้องคิดถึงพ่อแม่เจ้ามั่งสิ?"
"……"
หลิงชิงเจวี๋ยเหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ หน้าตาเขาเหมือนเหยียบขี้หมา ดำคล้ำและบูดบึ้ง "อย่าเอ่ยถึงพวกเขา"
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะแหะ ๆ ไม่เอ่ยอีก จับมือเมิ่งซูอย่างสนิทสนม "เจ้าชื่ออะไร?"
"เมิ่งซู"
"ชื่อดี"
เมิ่งซู "ดียังไง?"
ผู้ใหญ่บ้านอึ้งไป เขาแค่เกรงใจเฉย ๆ
นึกคำตอบไม่ออกเลยสักนิด
เมิ่งซูก็แค่ล้อเล่น "ท่านมีธุระอื่นต้องกำชับฉันอีกไหม?"
ผู้ใหญ่บ้านคิดครู่หนึ่ง "วันนี้เจ้าไปเดินเล่นในเมือง หาที่พัก แล้วดูว่ามีงานอะไรไหม หากไม่อยากทำงาน เป็นขอทานก็ได้"
"ขอทาน?"
ผู้ใหญ่บ้านว่า "ขอทานที่นี่ฮิตมากนะ หาเงินเก่ง รายได้เดือนละหมื่นไม่ใช่ฝัน"
"……"
เมิ่งซูอยากถามต่อ แต่ผู้ใหญ่บ้านขี้เกียจคุยแล้ว โบกมือ "ไปสำรวจเอาเองเถอะ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ให้ชิงเจวี๋ยคอยพาเจ้าไป"
หลิงชิงเจวี๋ยเลิกคิ้วแรงราวกับฟังเรื่องตลก "ให้ฉันพาไป? อยากตายหรือไง?"
เมิ่งซูชะงักไปเสี้ยววินาที แล้วถามแบบไม่กลัวตาย "ได้ไหม?"
หลิงชิงเจวี๋ยตอบทันที "ไม่ได้"
ผู้ใหญ่บ้านว่า "เขามาลงที่บ้านเจ้า แสดงว่าเขาถูกจัดให้อยู่กับเจ้า ก่อนที่เขาจะมีเงินพอซื้อบ้าน เจ้าต้องจัดที่พักให้เขา"
ในฐานะมืออาชีพ หลิงชิงเจวี๋ยรู้ดีว่า การที่วงแหวนเวทมนตร์เลือกระเบียงบ้านเขาหมายถึงอะไร
หมายความว่าผู้ชายจากต่างโลกคนนี้จะต้องมาพักในบ้านของเขา
หลิงชิงเจวี๋ยรักษาขอบเขตส่วนตัวสูง เกลียดใครก็ตามที่เข้ามาล่วงล้ำชีวิตของเขา
เขาอยากให้เมิ่งซูเป็นพวกโรคจิตที่แอบปีนเข้ามาทางระเบียงบ้านซะดีกว่า
ผู้ใหญ่บ้านถูมืออย่างประหม่า "ชิงเจวี๋ย ครั้งนี้ครั้งเดียว นี่มันวงแหวนเวทมนตร์เลือกเจ้าเอง ก็ช่วยไม่ได้นี่! ดูเขาสิ… เอ่อ ดูท่าทางน่าเชื่อถือมาก! รีบหาเงินซื้อบ้านได้ในเร็ววันแน่นอน!"
น่าเชื่อถือ? หน้าแบบเมิ่งซูน่ะหรือที่ทั้งยั่วยวนผึ้งและแมลง ดูยังกะพวกเจ้าชู้เล่นหัวใจไม่รับผิดชอบ หลิงชิงเจวี๋ยดูแล้วขัดใจไปหมด
"น่าเชื่อถือ? ท่านพูดแบบนี้ใจไม่เต้นบ้างหรือไง?"
"ถ้าเจ้าไม่สนเขา วันนี้เขาอาจตายข้างนอก แล้วเจ้าเป็นคนแรกที่เขาเห็น ตามกฎเจ้าต้องช่วยเขา ถึงตอนนั้นเจ้าจะต้องออกไปช่วยกลางดึก มันไม่น่ารำคาญกว่าหรือ?"
"พอแล้ว" หลิงชิงเจวี๋ยตัดบท คิ้วขมวดราวยอดเขาคมกริบ "ฉันเข้าใจแล้ว"
พูดจบก็หมุนตัวกลับเข้าห้อง ทิ้งท้ายไว้ว่า "ก่อนสี่ทุ่ม ถ้าไม่กลับมาก็ตายข้างนอกนั่นซะ"
ผู้ใหญ่บ้านถอนใจโล่งอก
หันมายิ้มแป้นให้เมิ่งซู "ชิงเจวี๋ยก็แค่พูดไม่ค่อยเป็น แต่จริง ๆ เขาเป็นคนดีนะ เจ้าไปเดินเล่นในเมืองเถอะ แค่กลับบ้านก่อนสี่ทุ่มก็พอ"
"ถ้าไม่กลับบ้านจะเป็นยังไง?" เมิ่งซูถาม "มีผลอะไรไหม?"
"จะตาย"
เมิ่งซูไม่เชื่อ "ไม่กลับบ้านแล้วจะตาย?"
"เว้นแต่เจ้าจะแข็งแกร่งพอ"
ผู้ใหญ่บ้านไม่พูดอะไรต่อ "เจ้าเพิ่งมาโลกนี้ เกาะขาชิงเจวี๋ยไว้ให้แน่นก็พอ เขานิสัยแปลกไปหน่อย แต่ฝีมือแข็งแกร่ง เขาพาเจ้าจะไม่มีทางเกิดเรื่อง"
เกาะขาหลิงชิงเจวี๋ย? พูดตลกอะไร?
เมิ่งซูไม่สนใจเลย
เขาจะจีบคนงาม ต้องรักษาศักดิ์ศรีลูกผู้ชายไว้สิ!
เมิ่งซูยิ้ม ไม่เก็บมาใส่ใจ หลังจากลาผู้ใหญ่บ้านแล้ว เมิ่งซูไม่เข้าบ้านหลิงชิงเจวี๋ย แต่พกความอยากรู้ไปเดินรอบเมือง
น่าอัศจรรย์มาก แค่คิดคำว่า "แผนที่" ในใจ เขาก็สามารถเรียกดูแผนที่ทั้งเมืองได้ทันที
ข้าง ๆ เมืองยังมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ยังไม่มีสิทธิ์ดู
หลังจากสำรวจง่าย ๆ เมิ่งซูสรุปว่า โลกนี้กับโลกเดิมไม่ได้ต่างกันมาก หมู่บ้านอ่าวจันทร์เจิดจ้าแห่งนี้ เป็นเมืองเล็ก ๆ ชั้นสิบแปดที่แสนธรรมดา
เมืองไม่ได้ใหญ่ พื้นที่หลักใช้เวลาเดินรอบสามชั่วโมงก็ทั่ว
เพิ่งมาถึง เมิ่งซูไม่รีบทักทายผู้คน แต่ยืนข้างทางสังเกตตัวหนังสือที่ลอยเหนือหัวคนเหล่านั้น
เขาเจอตัวละครที่จีบได้มาเจ็ดคนแล้ว แต่ส่วนใหญ่บนหัวจะเป็นตัวหนังสือว่าจีบไม่ได้
บรรยากาศโดยรวมของเมืองอบอุ่นน่าอยู่ สะอาดเป็นระเบียบ ผู้คนปรองดองสามัคคี
มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบครัน ในเมืองมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ด้วยซ้ำ เมิ่งซูเข้าไปเดินเล่น ถูกชักชวนให้สมัครบัตรสมาชิก จนสุดท้ายเพราะไม่มีเงินเลยต้องเลิกรา
เดินเล่นเรื่อยเปื่อยจนถึงสามทุ่ม เมิ่งซูก็ยังมองไม่ออกว่าโลกนี้กับโลกเดิมของเขาต่างกันตรงไหน
ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าตอนสี่ทุ่มไม่กลับบ้านจะตาย แต่ดูความปลอดภัยในเมืองดีขนาดนี้ เขาจะตายได้ยังไง?
เมิ่งซูนึกไม่ออก
ตัวเขาหมดเนื้อหมดตัวจนหิวจะหน้ามืด อ้อยอิ่งกลับมาถึงวิลลาหลังน้อยของหลิงชิงเจวี๋ย ยืนหน้าประตูไม่กล้าเคาะ
เข้าบ้านไปก็น่าอายขายหน้า
ไม่เข้าบ้าน คืนนี้ก็ต้องนอนกลางถนน
เมิ่งซูนั่งทิ้งตูดลงบนขั้นบันไดหน้าประตูบ้านของคนงาม เริ่มครุ่นคิดถึงชีวิต
นึกว่าตัวเองกำลังจะตายเสียแล้ว กลับถูกส่งมายังที่แห่งนี้ มีคนงง ๆ กลุ่มหนึ่งพูดจาไม่เข้าใจใส่เขา ทำเขาจนมึนงง
เขานั่งที่หน้าประตูหลายนาที ใจลอยหาย ไม่ทันสังเกตเลยว่าเวลาผ่านไป
กระทั่งมีอะไรเย็นเฉียบคลานขึ้นมาบนข้อเท้า เขาถึงก้มลงมองเงาดำนั้นใต้แสงไฟริบหรี่ริมทาง
เป็นของเหลวกึ่งโปร่งใสที่กำลังยืดหดไม่ทราบที่มา
เหวอ! เชี่ย!
อะไรเนี่ย!
เมิ่งซูลุกลี้ลุกลนลุกขึ้น อยากสะบัดเจ้าสิ่งนี้ให้หลุดจากเท้า แต่มันเหนียวหนึบเหมือนพลาสเตอร์ปิดแผล ติดแน่นไม่ยอมหลุด แถมพยายามไต่สูงขึ้นอีก
ถึงไม่เจ็บไม่คัน แต่การถูกอะไรคล้ายน้ำมูกเกาะติดแบบนี้มันน่าขยะแขยงจริง ๆ!
เจ้าสิ่งนี้ทำไงก็สะบัดไม่หลุด เมิ่งซูก็ไม่กล้าแตะด้วยมือเลย ได้แต่กระโดดโลดเต้นเหมือนลิง พยายามสะบัดไอ้น้ำมูกนี่ให้หลุดไป
กระโดดตั้งนาน เจ้าปีศาจน้ำมูกก็ยังติดหนึบอยู่ที่ข้อเท้า
"ฮึ"
เสียงหัวเราะเบา ๆ
เมิ่งซูเงยหน้าขึ้น
บนระเบียงเล็กชั้นสอง หลิงชิงเจวี๋ยเอามือเท้าคางข้างหนึ่ง พักกายสบาย ๆ ริมขอบระเบียง คิ้วตาขี้เกียจ
ริมฝีปากเขาแต้มยิ้มบาง เผยความร้ายกาจชัดเจน "น่าสงสารจังนะ ท่านผู้กล้า"