พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปครึ่งเดือน
ซูเวย์กลับถึงจิงซือในเช้าวันหนึ่ง และเฮ่จิ่งเฉียนก็ยังคงมารับเธอด้วยตัวเองเช่นเคย
ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมานาน พอขึ้นรถก็จูบกันอย่างดูดดื่มจนแทบแยกไม่ออก ฝ่ามือของเฮ่จิ่งเฉียนกดท้ายทอยซูเวย์ไว้ ไม่เปิดโอกาสให้เธอถอยหนีแม้แต่น้อย เขารุกไล่ช่วงชิงทุกลมหายใจของเธออย่างเอาแต่ใจ
“อื้อ...”
ซูเวย์รู้สึกเหมือนริมฝีปากกำลังจะถูกเขาจูบจนแตก
เธอมีน้ำตาคลอเบ้า พลางทุบไหล่เฮ่จิ่งเฉียน แต่กลับถูกเขาคว้าข้อมือรวบไว้ด้านหลัง
ซูเวย์แหงนคอขึ้น ราวกับหงส์ที่ยื่นคอรอความตาย ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมอย่างไร้เรี่ยวแรง
เธอคงไม่ใช่คนแรกที่ถูกจูบจนขาดอากาศตายหรอกนะ
ทว่าวินาทีถัดมา จู่ ๆ การกระทำของเฮ่จิ่งเฉียนก็อ่อนโยนลง
เขาคลอเคลียริมฝีปากของซูเวย์ สัมผัสอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม ไล่จากมุมปากลงมาเรื่อย ๆ ลมหายใจอุ่นรินรดลำคอจนเธอสั่นสะท้าน
ท้ายที่สุด ซูเวย์ก็อ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนเฮ่จิ่งเฉียน
เธอสะอื้นฮัก ๆ พลางกำเสื้อของเขาไว้แล้วต่อว่า “คุณทำอะไรน่ะ จูบแรงขนาดนี้ ฉันจะตายแล้วนะ”
เฮ่จิ่งเฉียนหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงทำให้คนรู้สึกเย็นชา ราวกับกำลังข่มกลั้นบางอย่างไว้
“กลัวเหรอ?”
“แน่นอนสิ คุณจูบเสียรุนแรงขนาดนั้น”
ซูเวย์บ่นอยู่สองประโยค ผ่านไปครู่หนึ่งก็กลับขยับเข้ามาหาอย่างกระมิดกระเมี้ยน ดวงตาเป็นประกายเจือความยินดี “แต่ก็ตื่นเต้นดีนะ ฉันอยากลองอีกครั้ง”
ฝ่ามือของเฮ่จิ่งเฉียนวางแตะท้ายทอยซูเวย์อย่างแผ่วเบา
นาฬิกาข้อมือสีดำทองเปล่งประกายงดงามคลาสสิก
เขาก้มตาลง ลูบไล้ผิวเนียนนุ่มใต้ฝ่ามืออย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ชอบความตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอ?”
