หญิงสาวชุดแดงถูกคำถามนี้ทำให้จนปัญญาจริง ๆ
นางมองฉุนเสี่ยวไป๋ตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นที่เจ้าเล่ห์กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังดันทุรังยืดอกไม่ยอมอ้อนวอน นับว่ามีความกล้าอยู่บ้าง
นางเลิกคิ้วด้วยความสนุก ถามว่า
“ทางที่สามนี้... เจ้าต้องการทางแบบไหน?”
“ทางแบบไหน?” ฉุนเสี่ยวไป๋ชะงัก ใจพลันครุ่นคิด “ไม่ใช่เจ้าให้ข้าเลือกหรอกหรือ? เหตุใดกลับย้อนถามข้าเล่า?”
สมองเขาหมุนติ้ว
หญิงผู้นี้รูปโฉมงดงาม แต่วาจาใจคอเหมือนจอมวายร้ายที่ใจเหี้ยมโหด
เกรงว่านางคงถูกชายเลวคนใดทอดทิ้งจนจิตใจบิดเบี้ยวสุดขั้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่เอ่ยปากมาก็เรื่อง “ตาย” หรือไม่ก็ “เป็นทาส” ตัวเลือกวิปริตเช่นนี้
ทางนี้เลือกยากยิ่ง
หากพูดอะไรไร้สาระพรรณนาคุณค่าเช่น “ข้ามีพรสวรรค์ล้ำเลิศฆ่าทิ้งเสียดาย” หรือ “ไว้ชีวิตข้า ข้าจะปกป้องสันติภาพโลก” เกรงว่าคงตายเร็วขึ้นอีก
คิดออกแล้ว!
ฉุนเสี่ยวไป๋กลอกตาไปมา เร่งรีบเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้น... ท่านเซียนพี่หญิง ข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มือไม่สามารถจับไก่ได้ ฆ่าไปก็เลอะมือ เป็นทาสก็ไร้ระดับ”
“เช่นนี้แล้ว รอข้าได้ย่างกรายเข้าสู่หนทางเซียน ศึกษาจนสำเร็จ แล้วค่อยช่วยท่านจับเซียนรูปหล่อสักสองสามคนกลับมาเป็นทาสให้ท่านจะเป็นเช่นไร?”
กล่าวพลาง ฉุนเสี่ยวไป๋ก็โบกมือใหญ่ไปด้วยความเคยชิน “นี่เป็นการค้าขายที่กำไรงาม ไม่ขาดทุนแน่นอน!”
หญิงสาวชุดแดงถูกถ้อยคำของเขาทำให้ชะงักไป
นางนึกว่า ไอ้หมอนี่คงเป็นเช่นเดียวกับวิญญาณที่ตนสังหารไป
คุกเข่าอ้อนวอน ถึงขั้นอาสาจะฆ่าพวกโจรที่ล้อมดูนางด้านนอกให้สิ้น เพื่อดับโทโสของตนแลกกับทางรอด
แต่เจ้าเด็กนี่... ดันมาตีราคากับนางเสียได้
“เจ้าหมายความว่า จะไปบำเพ็ญเซียนก่อน?”
ตอนที่นางเอ่ยประโยคนี้ออกมา ในแววตาฉายแววสงสัยที่ยากจะปกปิด
ทว่าความสงสัยนั้น มิใช่ต่อเรื่อง “บำเพ็ญเซียน” แต่อย่างใด หากแต่ต่อ “คน” ที่อยู่ตรงหน้า
มนุษย์ธรรมดาที่มี “ไอปราณแห่งเทพอสูร” เวียนว่ายในเลือดเนื้อ กลับไม่รู้ถึงชาติกำเนิดของตนเลยสักนิด หนำซ้ำยังมุ่งมั่นคิดจะก้าวย่างสู่หนทางที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง...
น่าสนใจ...
“ดี ทางนี้... ไม่เลวเลย”
หญิงสาวชุดแดงผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ มุมปากยังยกโค้งเป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก
เช่นนั้นก็จงให้ข้าได้เห็นชัด ๆ หน่อยเถิด ว่าคนที่แบก ‘สายเลือดเทพอสูร’ จะก้าวเข้าสู่หนทางเซียนได้เช่นไร!
กระนั้น สีหน้าพึงพอใจของนางเมื่อตกสู่สายตาฉุนเสี่ยวไป๋ กลับไม่ต่างอะไรกับยมบาลกำลังยิ้มให้ตน
เขารู้ดี หญิงผู้นี้ไม่คิดดีอย่างแน่นอน!
แต่ ไม่สำคัญ ขอแค่ได้เดินออกจากประตูนี่อย่างมีชีวิต รอพบโอกาส ฟ้ากว้างนกก็โผบิน ทะเลกว้างปลาก็แหวกว่าย!
รอให้ท่านอ๋องผู้นี้หนีไปแล้ว เจ้าคิดจะตามหาข้าได้อีก?
ชาติหน้าเถิด!
“ไปรออยู่ข้างนอก” หญิงสาวชุดแดงกล่าวเรียบ ๆ
“ได้เลย!” ฉุนเสี่ยวไป๋ถอนหายใจยาว
ชีวิตน้อยนี่ ในที่สุดก็รักษาไว้ได้!
เขาพุ่งปรู๊ดไปถึงประตู เปิดบานประตูออก ไม่ลืมที่จะหันกลับมาปิดประตูให้อย่างนอบน้อม
หญิงสาวชุดแดงค่อย ๆ ยืนขึ้น คิ้วงามขมวดน้อย ๆ ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยโดยไม่รู้ตัว รู้สึกถึงความเจ็บตื้อ ๆ ตรงนั้น
แต่ก่อนหน้านี้อาการบาดเจ็บสาหัสกำเริบ นางจึงไม่ได้ใส่ใจมากนักว่าเกิดจากอะไร
แต่ว่า... ที่เจ็บเหมือนจะไม่ใช่เพียงตรงนี้
นางยกมือขึ้นลูบบั้นท้ายกลมกลึงของตนอีกครั้ง ความเจ็บตรงนั้นชัดเจนกว่าท้ายทอยเสียอีก นี่ทำให้คิ้วงามขมวดแน่นขึ้น ชั่วขณะหนึ่งก็ยังคิดไม่ออกว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
สะบัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไป นางกวักมือเรียก กลางฝ่ามือปรากฏโอสถเม็ดหนึ่งที่ส่องประกายระยิบระยับ
โอสถละลายทันทีที่เข้าปาก
จากนั้น วงแสงห้าสีที่มองเห็นได้ด้วยตาก็แผ่กระจายออกจากร่าง แต่งแต้มให้ห้องโถงใหญ่กลายเป็นห้าสีสิบแสง ราวกับสรวงสวรรค์
......
นอกประตู
“ท่านอ๋อง! ท่านอ๋อง! เป็นอย่างไรบ้าง?”
“หญิงสาวนั่นกลายเป็นเมียจอมโจรหรือยัง?”
พวกรองจอมโจรเห็นฉุนเสี่ยวไป๋ออกมา ก็รุมล้อมเข้ามาทันที พากันซักถามเป็นเสียงเซ็งแซ่
“เป็นพ่อแกสิ!”
ฉุนเสี่ยวไป๋ตวาดเสียงหนึ่ง แล้วเร่งรีบปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ลดเสียงต่ำว่า
“อย่ามัวอึ้ง รีบไปที่ห้องข้า ขนกล่องสมบัติใหญ่สามใบใต้เตียงของท่านอ๋องออกมา!”
“ข้างในคือทรัพย์สินทั้งหมดที่ค่ายของเราสะสมมาตลอดหลายปี หนึ่งใบแบ่งให้ชาวบ้านใต้เขา ให้พวกเขาถือออกไปจากเขตค่ายเฮยเฟิง”
“ที่เหลือสองใบเอาไปแบ่งให้พี่น้อง”
“แล้วพวกเจ้าก็เอาเงินนี่ลงเขาไปหาที่อยู่กัน ใช้ชีวิตดี ๆ ไป!”
“อะไรนะ?!”
คำพูดนี้ทำให้แปดรองจอมโจรที่อยู่ด้วย ณ ขณะนั้นถึงกับสะท้านไปพร้อมกัน
รองจอมโจรสองรองจอมโจรตาเดียวเบิกตาข้างเดียวนั้น มองอย่างเหลือเชื่อ “ท่านอ๋อง... ท่าน ท่านจะไปบำเพ็ญเซียนจริง ๆ หรือ?”
“เบา ๆ หน่อย!”
ฉุนเสี่ยวไป๋หันกลับไปมองประตูที่ปิดสนิทด้วยความระแวดระวัง แล้วเร่งดึงคนทั้งหลายไปอยู่มุมอับ กล่าวด้วยเสียงต่ำว่า
“ข้าบอกพวกเจ้า อีแก่ในบ้านนั่น มันเป็นแม่มดร้ายที่เข่นฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา!”
“หา——!”
“แม่มด... มดร้าย?”
แววอาลัยอาวรณ์ของรองจอมโจรทั้งหลายถูกความหวาดกลัวอันสุดซึ้งเข้าแทนที่ทันที
พวกเขาแม้ไม่เคยเห็นมดร้ายจริง ๆ แต่ตำนานเรื่องปอบผีปิศาจดูดเลือดคน หลอมวิญญาณคนในหมู่บ้าน ล้วนได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก!
“ยังอึ้งทำไมอีก? ตอนนี้ ทันที เดี๋ยวนี้! เอาเงินไปแบ่ง หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะหนีได้!”
ฉุนเสี่ยวไป๋ร้อนใจว่า
“ทว่า.. ท่านอ๋องท่านเล่า?” รองจอมโจรหกหน้าตาหนักแน่นดึงแขนฉุนเสี่ยวไป๋ ถามอย่างกระวนกระวาย
ฉุนเสี่ยวไป๋นิ่งเงียบไปสองสามวิ ก่อนเอ่ย
“เป้าหมายของแม่มดร้ายนั่นคือข้า ตอนนี้ข้าไปไม่ได้!”
“ข้าหนีไป นางต้องเดือดดาลแน่ ด้วยความเร็วบินของเซียน เพียงไม่กี่ลมหายใจก็ตามทัน ถึงตอนนั้นพวกเรามีผลลัพธ์เดียว——ถูกจัดการยกเซ็ต!”
“ไม่ได้!” รองจอมโจรสามรอยแผลเป็นตาแดงก่ำ ตะโกนลั่น “ท่านอ๋อง! พวกเรามีทุกข์ร่วมต้าน มีสุขร่วมเสพ สู้กับมันเลย!”
“ใช่! สู้กับมัน!”
“ดี ๆ”
เสียงเย็นเยียบหนึ่ง ดังราวลอยมาจากขุมนรกสุมหัว
ทุกคนได้ยินเสียงนั้น รีบหันกลับไปดู ก็เห็นร่างในชุดแดงเพลิงร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ กำลังใช้ดวงตาคู่ที่ไร้แววความรู้สึกใด ๆ จ้องมองพวกเขาอย่างเย็นชาจากเบื้องบน
เพียงแค่สายตาเดียว
เหล่ารองจอมโจรก็รู้สึกราวกับดวงตาถูกเข็มเหล็กทิ่มแทงอย่างแรง ต่างพากันยกมือปิดตา ร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา กลิ้งเกลือกไปทั่วพื้น
“อ้า! ตาข้า!”
“อ๊ากกก!”
“นั่น! ท่านเซียนพี่หญิง! อย่าโกรธ! อย่าโกรธเลยนะ!”
ฉุนเสี่ยวไป๋เร่งรีบก้าวไปข้างหน้า กางแขนสองข้างขวางหน้าทุกคนไว้ พยายามเบิกยิ้มอธิบายว่า
“พวกมันเป็นคนหยาบที่ไม่เคยพบเห็นโลกกว้าง พูดจาเหลวไหล ท่านผู้มีจิตใจกว้างขวาง อย่าถือสาคนหยาบอย่างพวกมันเลย!”
“ฮึ!”
หญิงสาวชุดแดงมองฉุนเสี่ยวไป๋อย่างเย็นชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนสายตาออกไป
พวกโจรร้ายเหล่านั้น จึงหยุดร้องโหยหวน ต่างนอนกองกับพื้น หายใจหอบกระเส่า
“ก็นับว่ามีเลือดนักสู้อยู่บ้าง”
หญิงสาวชุดแดงคิดในใจ
และก็เพราะเห็นถึงเลือดนักสู้ที่หาได้ยากในโลกเซียนที่ผู้แข็งแกร่งเขมือบผู้อ่อนแอนี้เอง ทำให้นางเก็บงำจิตสังหารลงชั่วคราว
เห็นเพียงนางสะบัดมือขาวนวล ฉุนเสี่ยวไป๋ก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลประคองตนให้ลอยขึ้น ควบคุมไม่ได้จึงลอยไปอยู่ข้างกายนาง ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเช่นกัน
จากนั้น ทั้งสองก็กลายเป็นลำแสงหนึ่ง พุ่งตรงสู่ฟ้าเบื้องบน!
“ประณาม! ให้ข้าฝากคำสั่งเสียสักสองสามคำก่อนไปไม่ได้เลยหรือ?!”
“ท่านอ๋อง——!”
แปดรองจอมโจรที่อยู่บนพื้นดิ้นรนพากันลุกขึ้น คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกัน
พวกเขามองดูแสงสีแดงนั้นไกลออกไป แม้จะตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่แววตาก็ยังคงไหลรินด้วยความโศกเศร้าอย่างแท้จริง
“ท่านอ๋อง พวกเราจะต้องหาเงินให้ได้มาก ๆ หาทางเชิญเซียนมา...”
ลมกรรโชกข้างหูดังก้อง ฉุนเสี่ยวไป๋ฟังไม่ถนัด ได้แต่ตะโกนลั่นด้วยเสียงแหบพร่า
“พวกเจ้าฟังให้ดี รอวันไหนท่านพ่อกลับมา ยังเห็นพวกมึงไอ้พวกขี้ข้าคนไหนเกาะอยู่บนหัวเขานี่อีก ท่านพ่อจะให้พวกมึงลิ้มรสความเก่งของท่านอ๋องเสียบ้าง!”
เสียงตะโกนกลางอากาศค่อย ๆ เบาลง กระทั่งหายลับไปสิ้น
เดิมทีเขายังคิดจะเตือนพวกเขาเรื่องสมบัติที่ตกอยู่ตามทาง ก็ไม่มีโอกาสเสียแล้ว
...
ฉุนเสี่ยวไป๋มองแผ่นดินที่หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว ดูขุนเขาและแม่น้ำที่ถอยหลังอย่างเร็วรี่อยู่ใต้ฝ่าเท้า ขาทั้งสองก็อดสั่นเทิ้มไม่ได้
เขาไม่เคยคิดเลยว่า ประสบการณ์บินลัดฟ้าครั้งแรกในชีวิตของตน จะเป็นการถูกใครบางคนบังคับราวกับจับไก่เยี่ยงนี้
“พี่หญิงเซียน ท่านจะพาข้าไปที่ใดหรือ?”