ตี้ต้าหู่ส่ายหน้า หอบหายใจหนัก “ไม่ใช่ผี... มี มีพวกตัวกลายพันธุ์ซอมบี้ถูกขังไว้ตั้งหลายตัว! อยู่ในห้องใต้ดินของตึกนี้! แถมยังมีสายพันธุ์ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย พลังทำลายล้างน่ากลัวมาก...”
เสียงกระแทกดังโครมครามใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เสียงกรีดร้องแหบพร่าอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกซอมบี้ดังปะปนกับเสียงฝนกระหน่ำด้านนอก แค่ได้ยินก็ชวนขนหัวลุกแล้ว
เหมยหย่าซาที่อยู่ในทางเดินถึงกับกรีดร้อง “อ๊า! พวกมันพังรั้วเหล็ก กำลังจะขึ้นมาแล้ว...”
ตี้ต้าหู่ชี้ไปยังหน้าต่างฝั่งตรงข้ามแล้วตะโกน “หัวหน้า! ข้างหลัง! หน้าต่าง!”
เวินเหยามองไปตามเสียง เห็นตัวกลายพันธุ์สีเขียวทั้งตัวเกาะอยู่ด้านนอกหน้าต่างกระจกที่เดิมมืดสลัว
รูปร่างของมันคล้ายมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์ เลือดหนองสีดำเหนียวข้นไหลเยิ้มทั่วร่าง แขนขาบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำจนเส้นเลือดฝอยปูดโปน ลูกตาข้างหนึ่งห้อยลงมา เหลือเพียงเส้นเอ็นเปื้อนเลือดเส้นเดียวที่ยังรั้งไว้ น่าสะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียน
ม่านตาของเวินเหยาหดเกร็ง เธอรีบคว้าดาบจันทราสีเงินขึ้นมา
สีหน้าจี้หมิงเฉินเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตัวกลายพันธุ์สายกระโจนด้านนอกพุ่งทะลุกระจกเข้ามา เขาก็ยกมือปล่อยเปลวไฟออกไป
ชั่วพริบตา เปลวไฟรุนแรงกลุ่มหนึ่งก็ห่อหุ้มตัวกลายพันธุ์ไว้ เสียงกรีดร้องแหลมบาดหูดังขึ้น ก่อนร่างของมันจะมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวกระจาย
เวินเหยาตาค้าง “...”
ที่แท้จี้หมิงเฉินก็ตื่นพลังพิเศษตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเหรอ?
ไม่สิ ดูจากปฏิกิริยาอันฉับไวกับพลังทำลายล้างของเขาแล้ว เขาน่าจะตื่นพลังมานานแล้วด้วยซ้ำ
แล้วก่อนหน้านี้ที่สู้กับเธอมาตั้งหลายปี ทำไมถึงใช้แต่ปืนกับดาบและกระบี่ล่ะ?
สรุปคือเธอตั้งอกตั้งใจมองเขาเป็นศัตรู คอยรับมืออย่างจริงจัง ส่วนเขาแค่เล่นขายของเป็นเพื่อนเธออย่างนั้นเหรอ?
“...”
เวินเหยาไม่ใช่ไม่รู้ว่าผู้มีพลังพิเศษเก่งกาจแค่ไหน แต่พลังทำลายล้างระดับนี้ของเขา เธอเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก...
ตัวกลายพันธุ์สายกระโจนที่ทั้งว่องไวและปราดเปรียวแบบนี้ ทีมของเธอต้องใช้คนเป็นสิบร่วมมือกันสู้ตั้งนานกว่าจะฆ่ามันได้ แล้วเขากลับเผามันหายไปในพริบตาเนี่ยนะ?
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตั้งตัว เหมยหย่าซาก็รีบดึงตี้ต้าหู่เข้ามาในห้อง แล้วปิดประตูดังปัง เธอรายงานจี้หมิงเฉินอย่างเร่งร้อน “หัวหน้า! ตัวกลายพันธุ์หลากชนิดหลายสิบตัวบุกเข้ามาหมดแล้ว! บันไดทั้งสองฝั่งถูกปิดตาย!”
“มีตัวกลายพันธุ์ชนิดอาร์ด้วย!!”
เวินเหยากลัวจนแทบสิ้นสติ ตัวกลายพันธุ์ชนิดอาร์เป็นตัวกลายพันธุ์ระดับสูงสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นไม่นาน จุดอ่อนของมันไม่ได้อยู่ที่หัว แต่อยู่ตามเส้นเอ็นทั่วร่าง ต่อให้ถูกสับเป็นชิ้น ๆ ซากแขนขาของมันก็ยังโจมตีได้อย่างรุนแรง
หากถูกมันกัด อัตราการเสียชีวิตและการกลายพันธุ์สูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ หากแค่ถูกข่วน อัตราการกลายพันธุ์ก็ยังสูงถึงหนึ่งในสาม แถมยังไม่มีใครพัฒนาวัคซีนที่เกี่ยวข้องได้สำเร็จ
ตี้ต้าหู่หน้าตาตื่น หันไปมองจี้หมิงเฉิน “ทำยังไงดีหัวหน้า! พวกเราออกไปไม่ได้แล้ว!!!”
เขาก็สงสัยอยู่แล้วว่าทำไมแถวนี้ถึงมีทรัพยากรเยอะแยะ แต่กลับไม่เห็นใครมาค้นหา ที่แท้ก็มีตัวกลายพันธุ์น่ากลัวพวกนี้ซ่อนอยู่...
จี้หมิงเฉินเองก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ หากต้องสู้กับตัวกลายพันธุ์มากมายขนาดนี้เพียงลำพัง เขาย่อมรับมือได้ แต่ตอนนี้ไม่มีเหตุผลให้ต้องสู้ตายกับพวกมัน
ตัวกลายพันธุ์เหล่านี้ต่างก็มีจุดเด่นของตัวเอง บางตัวหนังหนาเนื้อทน บางตัวเคลื่อนไหวรวดเร็ว บางตัวมีลิ้นยาวนับไม่ถ้วน บางตัวถึงขั้นพ่นพิษที่ทำให้คนตายและกลายพันธุ์ออกจากปากได้...
หากยื้อสู้กับพวกมัน เขาอาจรอด แต่ทั้งสามคนที่เหลือไม่มีทางรอดแน่นอน
ได้ยินเสียงใกล้เข้ามาทุกที จี้หมิงเฉินไม่ลังเล เดินไปที่หน้าต่างแล้วชะโงกมองด้านล่าง ก่อนสั่งทันที “ออกทางหน้าต่าง”
รถของพวกเขาจอดอยู่ด้านนอกหน้าต่างพอดี เหมยหย่าซาเข้าใจทันที เธอพุ่งออกไปทางช่องหน้าต่างที่แตกแล้วกระโดดลงไป พอกระโดดถึงหลังคารถก็พลิกตัวเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว พลางสตาร์ตรถตะโกนเรียก “หัวหน้า! เร็วเข้า!”
ตรงนี้เป็นชั้นสอง หากไม่มีพลังพิเศษ การกระโดดลงไปย่อมเสี่ยงอยู่บ้าง ตี้ต้าหู่หมอบอยู่ริมหน้าต่าง ลังเลอยู่สองวินาที ยังไม่ทันตัดสินใจได้ จี้หมิงเฉินก็ถีบเขาลงไป “ไอ้โง่ ไสหัวลงไป!”
“อ๊าก—”
“ตุบ!”
“...”
ตอนนี้หัวประหลาดผิดรูปของพวกตัวกลายพันธุ์โผล่เข้ามาในทางเดินแล้ว เวินเหยานั่งหมดหนทางอยู่บนเตียงคนไข้ กำด้ามดาบแน่นจนมือสั่น หัวใจเต้นขึ้นมาจุกถึงลำคอ...
ตามปกติแล้วตัวกลายพันธุ์ซอมบี้มีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่จะปรากฏตัวเพียงลำพัง เธอเองก็ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นเขตอันตรายแบบไหน ถึงมีตัวกลายพันธุ์มากมายขนาดนี้
เธอเสียเลือดมากจนร่างกายอ่อนแรง แผลหลายแห่งเพิ่งเย็บเสร็จ ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้หรือหนี แค่ลุกจากเตียงยังแทบทำไม่ไหว...
สถานการณ์คับขันขนาดนี้ จี้หมิงเฉินช้ากว่านี้อีกวินาทีเดียวก็อาจถึงตาย เขาจะช่วยเธอไหม?
เมื่อเห็นฝูงตัวกลายพันธุ์พังประตูเข้ามาพร้อมกัน เวินเหยาก็หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
ในวินาทีเฉียดเป็นเฉียดตาย เธอรู้สึกถึงบางสิ่งเย็นเฉียบและเหนียวเหนอะสัมผัสแขนของเธอ ก่อนจะผละออกไปอย่างรวดเร็วในวินาทีถัดมา แล้วร่างของเธอก็ลอยขึ้นจากพื้น ถูกอุ้มเข้าไปในอ้อมแขนกว้างอบอุ่น
เพียงครึ่งวินาที ม่านเพลิงก็ลุกโชนขึ้น ทั้งสองกระโดดออกจากหน้าต่าง
ลมหวีดหวิวพัดผ่านข้างหู เม็ดฝนใหญ่ซัดกระแทกแก้มจนเจ็บ เมื่อเวินเหยาคลายแขนจากคอชายหนุ่มแล้วลืมตาขึ้น รถออฟโรดก็ลื่นไถลไปไกลมากแล้ว
จี้หมิงเฉินอุ้มเวินเหยายืนอยู่บนหลังคารถออฟโรด ด้านหลังรถคือหน้าต่างโรงพยาบาลที่พังยับเยิน และมีซอมบี้กลายพันธุ์รูปร่างประหลาดนานาชนิดตกลงมาทีละตัว พวกมันมีหนองไหลเยิ้มทั่วร่าง ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ อ้าปากกว้างเผยเขี้ยวเปื้อนเลือดแล้วพุ่งตามพวกเขามา
เบื้องบนคือชั้นเมฆดำทะมึนกดต่ำ เบื้องล่างคืออาคารคอนกรีตผุพัง ฝนยังคงเทกระหน่ำ ชะล้างโคลนตมและหญ้าแห้งทั่วพื้น รวมถึงสัตว์ประหลาดน่ากลัวที่วิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว...
นี่คือวันสิ้นโลก โลกที่แทบไม่มีวันฟ้าใสหรือแสงสว่าง โลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด อันตราย และความตายทุกขณะ
เวินเหยามองภาพด้านท้ายรถ หัวใจเต้นรัวอยู่นาน จนกระทั่งจี้หมิงเฉินจับเธอยัดเข้าไปในเบาะหลัง เธอถึงค่อย ๆ ได้สติกลับมา
จี้หมิงเฉินพลิกตัวตามเข้ามานั่งด้านใน เสื้อผ้าทั้งตัวเปียกชุ่มเพราะฝน ผมสั้นสีดำยุ่งกระเซิง หยดน้ำหยดหนึ่งไหลจากปลายผมลงมากระทบเสื้อคลุมสีขาวที่เปียกโชก
เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมสีขาวออก แล้วใช้เปลวไฟในฝ่ามืออังให้แห้งช้า ๆ ไอร้อนชื้นจึงอบอวลไปทั่วเบาะหลัง
เมื่อเห็นเวินเหยามองมา เขาก็ยิ้ม “เร้าใจไหม?”
