ฉินพันตี้ขอให้ฟางอี้เซวียนช่วย จนสำเร็จให้หวังอิงหาวเข้าไปรับราชการในศาลาว่าการได้
หวังโส่วไฉกับสวีจินเฟิ่งดีใจเป็นอันมาก
สวีจินเฟิ่งจึงยกเว้นงานทั้งหมดของนางในวันหน้าด้วยเหตุนี้
อีกทั้งหวังมามาเคย “แจ้งเรื่อง” เส้าเสียนจนมีความดีความชอบมาก่อน ก็ได้รับการยกเว้นจากการทำงานเช่นกัน
บัดนี้คนในครอบครัวกว่าสิบกว่าชีวิต งานซักรีด ทำอาหาร เก็บกวาด ล้วนตกอยู่กับเส้าเสียน อนุเฉียว และอนุเว่ย
สองพี่น้องหวังฮั่นและหวังเชียนทนเห็นท่านแม่กับอนุของตนลำบากเช่นนั้นมิได้ จึงช่วยทำงานเท่าที่พอทำได้
หวังเพ่ยเองก็อยากช่วยเส้าเสียน ทว่าก็รู้ว่าหากตนทำลงไปจริง คงยิ่งทำให้ปู่ย่าไม่พอใจท่านแม่
และเส้าเสียนก็จะถูกตำหนิกับลงโทษหนักขึ้นอีก
ด้วยเหตุนี้ หวังเพ่ยจึงได้แต่ในยามค่ำคืน ระหว่างที่หวังมามาและฉินพันตี้หลับใหลแล้ว คอยช่วยนวดบ่านวดขาให้เส้าเสียนที่ปักผ้าอยู่
เส้าเสียนมองหวังเพ่ยด้วยแววตาอ่อนโยน กล่าวว่า “เพ่ยเอ๋อร์ลำบากแล้ว ตอนนี้แม่ไม่รู้สึกเหนื่อยสักนิด เวลาก็ดึกมากแล้ว เจ้าก็รีบนอนเถิด!”
“แล้วแม่เล่า แม่จะนอนเมื่อใด?”
“ผ้าเช็ดหน้านี้เหลืออีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว พอปักเสร็จแม่ก็นอน”
หวังเพ่ยได้ฟัง ใบหน้าน้อยก็ก้มต่ำลง
“เป็นอันใดไปเพ่ยเอ๋อร์?”
เห็นหวังเพ่ยไม่มีปฏิกิริยาตอบ เส้าเสียนก็รีบวางสะดึงในมือลง
“เพ่ยเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไร เหตุใดจึงไม่พูดจา ไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
เส้าเสียนเอ่ยพลางจะสำรวจดูอาการของหวังเพ่ยด้วยความร้อนรน หวังเพ่ยกลับเงยหน้าขึ้นมาทันใด
ปรากฏบนใบหน้าน้อยนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา
“ท่านแม่ เพ่ยเอ๋อร์ไม่เข้าเรียนแล้ว!”
เส้าเสียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
