สมัยนั้น ข้าวหมูแดงหนึ่งจานราคา 8 เหมา
เจียงเหมยไม่รู้ว่าไป๋หงเป่าไปคุยกับเจ้าของร้านอย่างไร ต่อมาพวกเขาได้พักอยู่ในห้องเก็บของชั้นสองของร้านนั้น กลางวันเธอไปล้างจานที่ร้านอาหาร ส่วนไป๋หงเป่าก็รับตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนอื่นอยู่ในห้องเก็บของ
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็มีร้านตัดเสื้อเป็นของตัวเองเป็นร้านแรก กระทั่งผู้นำท้องถิ่นสวมชุดจงซานที่เขาตัดเย็บให้ ชื่อเสียงของเขาจึงโด่งดังไปทั่วอย่างแท้จริง
แต่ตอนนั้นเอง เจียงเหมยถึงได้รู้ว่า ก่อนที่ไป๋หงเป่าจะลงชนบท เขามีคู่หมั้นที่เป็นรักแรกในวัยเด็กอยู่แล้ว
อีกฝ่ายย้ายไปประจำที่ฟาร์มทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อตามหาไป๋หงเป่าโดยสมัครใจ หลังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอีกครั้ง เธอก็สอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจิงต้า และครองตัวเป็นโสดมาตลอดเพื่อรอไป๋หงเป่า
ตอนนั้น ลูกชายของพวกเขาเกิดแล้ว ไป๋หงเป่าเดินทางไปทำธุระที่ปักกิ่งบ่อยครั้ง ครั้งหนึ่ง ๆ ก็หายไปนานหลายเดือน
เจียงเหมยเลี้ยงลูกไปพลาง คอยหาคนช่วยเขียนจดหมายถามไถ่ข่าวคราวของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
ทางเหนืออากาศหนาว ตอนเขาออกเดินทางยังเป็นฤดูใบไม้ร่วง เธอกลัวว่าเขาจะเสียดายเงินจนไม่ยอมซื้อเสื้อกันหนาว จึงส่งเสื้อและกางเกงบุฝ้ายที่เย็บเองไปให้ ทั้งยังกังวลว่าพอเขายุ่งแล้วจะลืมกินข้าว เลยส่งไส้กรอกหมักกับเนื้อหมูรมควันที่ทำเองไปให้ด้วย
เธอไม่ได้รับจดหมายตอบกลับ สิ่งของที่ส่งไปก็ราวกับจมหายลงทะเล
ผ่านไปเนิ่นนาน นานจนเจียงเหมยเตรียมใจหย่าไว้แล้ว ไป๋หงเป่าถึงหิ้วกระเป๋าเดินทางมาปรากฏตัวหน้าบ้าน
เขาเปลี่ยนทรงผมตามสมัยนิยม สวมสูทตัวใหม่เอี่ยม ดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา
“อาเหมย ผมผ่านเข้ารอบการแข่งขันระดับนานาชาติที่มิลานนะ รู้จักมิลานไหม? เป็นเวทีประกวดการออกแบบแฟชั่นระดับแนวหน้าเลย เสียดายที่ไม่ได้รางวัล แต่ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงผู้เข้าแข่งขันมาตั้งสามพันยูโร! รู้จักเงินยูโรไหม?”
