บ้านไหนกันที่คนดี ๆ จะไปอาศัยอยู่บนหน้าผา
โยวเหวินหลงปีนเขาอยู่เกือบครึ่งวัน ทั่วทั้งขุนเขามืดสนิท จนดวงจันทร์ลอยขึ้นสูงเหนือศีรษะ เขาถึงปีนขึ้นไปถึงยอดเขาและเห็นบ้านเก่าเรียงรายอยู่ริมหน้าผา
พอเปิดโทรศัพท์ดู ก็พบว่าใกล้เที่ยงคืนแล้ว
มีสายที่ไม่ได้รับหนึ่งสาย โทร.มาจากผู้อำนวยการโจว
คงเป็นเพราะคุณปู่ตื่นขึ้นมาแล้วนึกอยากทำงานล่วงเวลา พอเห็นว่าผู้ช่วยหายไปก็เลยโทร.หา
บนไอคอนวีแชตของโยวเหวินหลงมีแจ้งเตือนนับสิบ เขาไม่กล้าเปิดดู จึงเก็บโทรศัพท์แล้วถือไฟฉายเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
บ้านชั้นเดียวหลังเล็กเหล่านี้ปลูกเรียงติดริมหน้าผา ด้านหน้ามีถนนใหญ่ ส่วนด้านหลังแนบชิดกับป่าเขา
บ้านแต่ละหลังทรุดโทรมผุพัง ไม่มีใครอาศัยอยู่แล้ว เขาเดินสำรวจรอบหนึ่ง แต่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงสุนัขเห่า
เมื่ออ้อมไปด้านหลังบ้าน ก็พลันเห็นบันไดหินทอดลงไปยังเชิงเขา บันไดสูงเสียดฟ้าสายนี้คดเคี้ยวลงไป มองไม่เห็นปลายทาง
“โธ่เอ๊ย ปีนแทบตายเปล่า ๆ”
ถ้ารู้ก่อนว่ามีบันไดอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่สิบเมตร เขาคงเดินขึ้นมาตามบันไดเสียก็ดี
บันไดหินดูเหมือนถูกสกัดขึ้นด้วยมือ ทุกขั้นขัดเกลาอย่างประณีต ทั้งยังสกัดขอบให้กันลื่น
บริเวณนี้แคบมาก ยืนได้แค่คนเดียว ดูไม่เหมือนงานที่ทำกันเป็นหมู่คณะ คล้ายมีคนลงมือทำเพียงคนเดียว บันไดยาวขนาดนี้ หากไม่ใช้เวลาสิบกว่าปีก็คงทำไม่เสร็จ
โยวเหวินหลงปักแผ่นสะท้อนแสงไว้ตรงนี้ รอเสร็จงานแล้วเขายังต้องลงไปทางนี้
ถ้าผู้ขอความช่วยเหลืออาศัยอยู่ในที่แบบนี้ บ้านเขาจะมีห้องเก็บมันเทศใต้ดินได้อย่างไร ในป่าลึกแบบนี้ไม่มีแม้แต่ที่นา จะเอาที่ไหนปลูกมันเทศ แล้วยังจะต้องมีห้องใต้ดินเก็บมันอีกหรือ
