“เซี่ยหลานจือ วันนี้คุณแปรงฟันหรือยัง?”
คำถามของฉินซูทำลายบรรยากาศคลุมเครือที่กำลังค่อย ๆ ก่อตัวลงเสียสิ้น
เซี่ยหลานจือจ้องรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเธอ หัวใจพลันสะดุดวูบ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยเสียงขรึม “แปรงแล้ว”
เซี่ยหลานจือยกมือขึ้นลูบปีกจมูกของฉินซูเบา ๆ สองสามครั้ง
จากนั้นยื่นมือมาตรงหน้าเธอ ให้เห็นคราบสีดำบนปลายนิ้วชัด ๆ
ฉินซูเหลือบมองแวบหนึ่ง ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ตอนปรุงยาทาให้คุณ ฉันเผลอไปโดนเข้า”
เซี่ยหลานจือมองเธอด้วยแววตาประหลาด พลางถามอย่างไม่ยี่หระ “ทำไมถึงถามว่าผมแปรงฟันหรือยัง?”
อามู่ถีเป็นคนดูแลความเป็นอยู่ของเขามาตลอด
นอกจากบริเวณที่บาดเจ็บสาหัสจนทำความสะอาดไม่สะดวกแล้ว เขาก็ยังคงรักษากิจวัตรเหมือนก่อนบาดเจ็บ
ฉินซูชักมือกลับ แล้วหาเหตุผลมาแก้ตัวส่ง ๆ “กลัวว่าปากคุณจะมีกลิ่นน่ะสิ”
“...” เซี่ยหลานจือถึงกับพูดไม่ออก
ฉินซูหยิบชามข้าวใบใหญ่ที่คลุมด้วยผ้าจากบนโต๊ะ วางลงบนมือของเซี่ยหลานจือ
“คราวนี้ข้าวมีพอ คุณกินให้อิ่มเต็มที่ได้เลย”
น้ำเสียงหวานนุ่มเจือแววหยอกเย้า รอยยิ้มไม่ได้ปิดบังแม้แต่น้อย
เซี่ยหลานจือกอดชามข้าวด้วยอารมณ์หดหู่ พลันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหมู
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองกินจุเกินไปจริงหรือเปล่า
ฉินซูถือข้าวของที่เก็บเรียบร้อยไว้ในมือ แล้วโบกมือให้เซี่ยหลานจือ
“ฉันไปก่อนนะ คืนนี้จะเอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้คุณ”
เซี่ยหลานจือถาม “ของขวัญอะไร?”
ฉินซูยิ้มตอบ “ก็ของอร่อยน่ะสิ!”
เรื่องที่เธอหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง ดูคล้ายกำลังใบ้บางอย่างอย่างมีนัย
เซี่ยหลานจือมองแผ่นหลังงดงามของฉินซูจนลับสายตา สัญชาตญาณบอกว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไรสักอย่าง
เธอพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็ก
สัญชาตญาณของเซี่ยหลานจือแม่นยำเสมอ ฉินซูจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของเขาขึ้นมาแล้ว
เขากินกับข้าวที่ยังไม่ทันเย็นไปพลาง ตักข้าวเข้าปากทีละคำบ้างเว้นบ้าง ดวงตาลึกล้ำฉายแววคลุมเครือยากหยั่งถึง
