มือที่ฉินซูกำกระดาษสูตรยาพื้นบ้านสั่นระริก เธอไม่กล้าจินตนาการเลยว่าผู้ชายที่เดิมทีก็กระปรี้กระเปร่า แถมยังดุดันน่าเกรงขามอยู่แล้ว จะเป็นอย่างไร
ถ้ากินยานี้เข้าไปจริง ๆ เขาจะกลายเป็นเจ้าตูบจอมคึกที่พร้อมผงาดฟ้าท้าดินหรือเปล่า
ฉินซูสูดหายใจลึก ก่อนเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน “พี่สะใภ้ พี่ทาอะไรไว้บนตัวหรือเปล่าคะ หอมจังเลย”
ดวงตาคู่งามที่เผยรอยยิ้มบาง ๆ ของเธอจับจ้องหลี่เสี่ยวหง แฝงแววสงสัยและครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย
“ไม่มีนี่”
หลี่เสี่ยวหงทำหน้างุนงง ก้มลงดมแขนเสื้อของตัวเอง
แล้วก็ได้กลิ่นหอมหวานเลี่ยนขึ้นมาจริง ๆ
เธออดยิ้มไม่ได้ “หอมจริงด้วย ตอนมาไม่ได้ระวัง เลยชนเข้ากับคนคนนึงน่ะ”
ฉินซูหรี่ตาลงเล็กน้อย ริมฝีปากแดงเผยอ ก่อนถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“อ้อ? พี่สะใภ้ชนใครหรือคะ?”
หลี่เสี่ยวหงไม่ได้คิดอะไร จึงตอบไปตามตรง “ภรรยาของรองผู้บังคับกองร้อยเจ้า ซุนยู่เจินน่ะ”
เธอขมวดคิ้ว น้ำเสียงพลันดังขึ้นด้วยความขุ่นเคือง “ไม่รู้รีบร้อนจะไปทำอะไร ถึงได้วิ่งพรวดพราดเกือบชนลูกฉันเข้า ถ้าฉันไม่คว้าไว้ ป่านนี้ลูกคงล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว”
หลี่เสี่ยวหงพูดไปเรื่อยโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าแปลก ๆ ของฉินซู
พอได้ยินว่าเป็นซุนยู่เจิน ฉินซูกลับไม่ได้แปลกใจนัก
เซี่ยหลานจือเคยพูดให้เธอฟังอยู่บ้างว่า หวังซิ่วหลานจากคณะศิลปวัฒนธรรมรู้เรื่องข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับเธอในหมู่บ้านอวี้ซาน เพราะซุนยู่เจินคอยบงการอยู่เบื้องหลัง
เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าซุนยู่เจินไปรู้เรื่องพวกนั้นมาจากไหน
แถมยังรู้ละเอียดเสียด้วย ราวกับเป็นคนจากหมู่บ้านอวี้ซานเอง
