ลมหายใจร้อนผ่าวแผ่วผ่านข้างหูฉินซู
เสียงทุ้มแหบของชายหนุ่มคล้ายผ่านควันไฟมา ทั้งยังแฝงอันตรายบางอย่างจนหัวใจคนฟังพลันกระตุก
แผ่นหลังของฉินซูแนบอยู่กับแผงอกของเซี่ยหลานจือ เธอพยายามข่มจังหวะหัวใจที่เต้นรัว ก่อนจะทบทวนเรื่องราวในหัวอย่างรวดเร็ว
ปัญญาชนหนุ่มแซ่หยางอย่างนั้นหรือ?
ดวงตาหงส์หางตาชี้ของเธอเบิกกว้างขึ้นฉับพลัน ก่อนหันกลับไปมองเซี่ยหลานจือที่สีหน้าไม่สู้ดีอย่างงุนงง
ฉินซูลองถามหยั่งเชิงว่า “คุณหมายถึงหยางอวิ๋นชวนหรือ?”
แววเย็นชาปรากฏในดวงตาลุ่มลึกของเซี่ยหลานจือ มุมปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง
แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่สีหน้าที่บูดบึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ชี้ชัดว่าฉินซูเดาถูก
แววตาเธอวูบไหว ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “คุณคิดอะไรอยู่ ฉันจะเป็นห่วงเขาทำไม ต่อให้มีคนมาแจ้งข่าวว่าเขาตายแล้ว แล้วเชิญฉันไปกินเลี้ยง ฉันก็ไม่สะเทือนใจหรอก”
ถ้าเซี่ยหลานจือไม่เอ่ยถึง ฉินซูคงลืมไอ้คนไร้ประโยชน์คนนั้นไปนานแล้ว
เซี่ยหลานจือคลายมือจากข้อมือฉินซู แล้วถามเสียงเย็นว่า
“ถ้าอย่างนั้นคุณถามเรื่องปัญญาชนกลับบ้านทำไม?”
ฉินซูคิดในใจว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชะตาชีวิตและอนาคตของเธอในชาตินี้ จะไม่สนใจได้อย่างไร
เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “วันนี้ฉันเจอปัญญาชนอยู่สองสามคน ได้ยินพวกเขาพูดถึงนิดหน่อย ก็แค่สงสัยขึ้นมา”
เซี่ยหลานจือมองลึกเข้าไปในแววตาของเธอ เห็นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ แล้วเอ่ยเสียงต่ำว่า “มีเรื่องนี้จริง”
เมื่อเห็นชัดว่าเขารู้เรื่องอยู่ ฉินซูก็มีประกายวาบขึ้นในดวงตา ก่อนจะถามหยั่งเชิงอย่างแนบเนียนว่า
“ทำไมจู่ ๆ ถึงให้ปัญญาชนกลับเมืองล่ะ ก่อนหน้านี้ฉันไม่เห็นได้ยินข่าวอะไรเลย”
เซี่ยหลานจือมองฉินซูด้วยแววตาสงบนิ่ง ก่อนพูดเนิบช้าว่า “ไม่ใช่เรื่องกะทันหัน มีคนติดตามเรื่องนี้มาตลอด พ่อผมเองก็กำลังประสานงานอยู่”
เมื่อได้ยินว่าพ่อของเซี่ยเกี่ยวข้องกับเรื่องปัญญาชนกลับเมือง ฉินซูก็เบิกตากว้าง ในใจมีข้อสันนิษฐานหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างแรงกล้า
เธอถามอย่างเก็บความร้อนรนไว้ไม่อยู่ “พ่อคุณรู้ไหมว่าคุณใกล้จะหายดีแล้ว?”
เซี่ยหลานจือขมวดคิ้ว “รู้แค่ว่าผมบาดเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าอาการหนักแค่ไหน”
