ทั้งที่รู้ว่าโอกาสที่ฉินซูจะตอบมีน้อยมาก
แต่เขาก็ยังอยากถามด้วยปากตัวเอง เผื่อจะได้คำตอบอะไรกลับมาบ้าง
ฉินซูหัวเราะกลบเกลื่อน ตอบส่ง ๆ ว่า “บางทีฉันอาจเกิดมาเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ก็ได้ แค่เผลอฝันไปสักตื่น ตื่นมาก็ทำเป็นแล้ว”
การได้ย้อนกลับมาเมื่อ 40 ปีก่อน จะเรียกว่าเป็นเพียงความฝันยาวนานก็คงไม่ผิดนัก
ฉินซูยิ้มแย้มเบิกบาน ไม่มีท่าทีรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่พูดจาเหลวไหลออกไปอย่างไม่ทันคิด
ราวกับเธอแค่ฝันเห็นเรื่องเหล่านั้นจริง ๆ
ถ้าเซี่ยหลานจื่อเชื่อเธอก็บ้าแล้ว
รู้ว่าฉินซูไม่มีทางพูดความจริง เขาจึงไม่ซักต่อ ยกมือขึ้นลูบผมของเธอเบา ๆ
เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ผ่านไปนานก็ยังไม่เอ่ยออกมาสักคำ
เซี่ยหลานจื่อถอนหายใจแผ่วเบา โน้มตัวเข้าใกล้ฉินซู แล้วประทับจุมพิตอ่อนโยนลงบนหน้าผากเธอ
จุมพิตแผ่วเบาราวแมลงปอแตะผิวน้ำ สัมผัสแล้วผละจาก
“ผมมีธุระต้องออกไปข้างนอกหน่อย กินเสร็จแล้ววางชามไว้บนโต๊ะนะ เดี๋ยวผมกลับมาเก็บ”
ฉินซูถูกจู่โจมด้วยจุมพิตกะทันหัน จึงใช้หลังมือข้างที่ถืออยู่ตะเกียบถูบริเวณที่ถูกจูบจนร้อนผ่าว
นี่มันอะไรกัน?
รางวัลหรือไง? งกไปหน่อยไหม!
จู่ ๆ เซี่ยหลานจื่อก็ลุกขึ้น ยื่นมือมาขยี้กระหม่อมเธออีกครั้ง แล้วตบเบา ๆ สองที
จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป ฝีเท้าเร่งรีบ
ฉินซูถูกตบหัวจนงุนงงไปหมด
อะไรกันเนี่ย!
เห็นเธอเป็นเด็กหรือไง?
พอเซี่ยหลานจื่อออกไป ฉินซูก็รีบวางชามลงบนโต๊ะทันที แล้วนวดข้อมือที่ปวดระบม
เธอทำหน้าบิดเบี้ยว พลางบ่นว่า “เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
*
ยามเย็น
ฉินซูนั่งบดสมุนไพรอยู่ในห้องรับแขก เพื่อทำยาลูกกลอนสำหรับการรักษารอบสุดท้ายของเจ้าโยวเฉียง ขั้นตอนการทำค่อนข้างยุ่งยาก
“หลานจื่อ อยู่บ้านไหม?”
เสียงถามของหลวี่หมิ่นดังมาจากนอกประตู
ฉินซูเดาได้ว่าเธอมาทำไม จึงลุกขึ้นเร่งฝีเท้าพุ่งไปที่ประตู
“ผู้อำนวยการลวี่ หลานจื่อไม่อยู่ค่ะ มีธุระอะไรหรือคะ?”
