บ่ายแก่ใกล้เลิกงาน ซูเฮ่าเห็นอู๋เจียงเหอยืนอยู่ริมหน้าต่างมองออกไปข้างนอกตามลำพัง จึงเดินเข้าไปหา
“พี่อู๋ เย็นนี้ว่างไหมครับ ผมกับเย่เหิงเพิ่งมาอยู่ใหม่ อยากเชิญพี่กับพี่หลิวไปกินข้าวง่าย ๆ สักมื้อ ถือว่าแนะนำตัว ขอคำชี้แนะด้วยครับ” ซูเฮ่าพูดอย่างจริงใจ
อู๋เจียงเหอหันกลับมา จ้องหน้าซูเฮ่าอยู่สองสามวินาที จู่ ๆ ก็หัวเราะ “เลี้ยงข้าวนะเหรอ เงินเบี้ยเลี้ยงแค่นั้นน่ะนะ พักไว้เถอะ เก็บตังค์ไว้ซะ”
เขาลดเสียงลงจนมีเพียงสองคนที่ได้ยิน “แต่นายนี่... ก็รู้งานอยู่เหมือนกัน เห็นแก่บุหรี่มวนนั้น อีกอย่างแล้วกัน ฉันจะเตือนนายอีกข้อนะ”
“ต่อไปเวลามีปฏิบัติการ รู้จักไว้หน่อย งานบุกตะลุยอันตราย ให้พวกเก๋าเกมขึ้นก่อน พวกนั้นต่างถูกคัดมาจากกองทัพ ชีวิตแข็ง อีกอย่างก็ไร้การศึกษา ตายไปเงินทำขวัญก็ไม่กี่สตางค์ แต่พวกนายไม่เหมือนกัน พวกจากโรงเรียนนายร้อยน่ะเป็นของดีมีค่า
ปีแรกนี่ ระวังตัวหน่อย อยู่รอดให้ได้ ถึงจะได้ของจริง”
พูดจบ เขาตบบ่าซูเฮ่า ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก หันกายไปหยิบหมวก “เอาล่ะ เลิกงานแล้ว พรุ่งนี้อย่ามาสายล่ะ”
มองอู๋เจียงเหอเดินจากไป ซูเฮ่าครุ่นคิดความหมายในคำพูดของเขาอยู่เงียบ ๆ
สมเป็นเรื่องมนุษย์สัมพันธ์เลย แม้จะรังเกียจได้ แต่ยามคับขันมันมีประโยชน์จริง ๆ
และไม่ใช่แค่ใช้ได้ในประเทศ เรียกว่าใช้ได้ทั่วโลกเลยก็ว่าได้
แต่สิ่งที่ซูเฮ่าไม่รู้ก็คือ ตอนที่พี่อู๋กลับไปที่ห้องทำงาน หลิวเฮ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็กวาดตามองไปทางเขาแวบหนึ่ง
ทั้งสองประสานสายตากัน แล้วพากันเดินไปที่ห้องน้ำ
ยืนเรียงกันปลดทุกข์ หลิวเฮ่อพ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วพูดเรียบ ๆ
“ยังไง มองว่าไอ้หมอนั่นเข้าท่ามากเลยหรือ ฉันว่าก็นายสนใจมันดีนี่ หรือว่ามีเส้นมีสายกันแน่ ที่มายังไง”
“เฮอะ! มีที่มาที่ไหนกัน ก็แค่ไอ้หมอนี่มันมีหัวคิด ไหวพริบดี รู้จักเอาตัวรอด”
พี่อู๋คาบบุหรี่แล้วหัวเราะหึ
ได้ยินดังนั้น หลิวเฮ่อก็พยักหน้า “อย่างนั้นหรือ แต่ว่าพวกนายทหารคุณหนูมาใหม่อย่างนี้ พวกเราก็แค่ดู ๆ ไปก็พอ
ถ้ามันให้ผลประโยชน์ พวกเราก็รับไว้ ยังไงก็ให้พวกมันอยู่รอดให้ได้สักปีก่อนเถอะ”
พี่อู๋ตอบอะไรนักหนา แต่ก็ยิ้ม ๆ ความหมายนั้นไม่ต้องพูดก็รู้กัน
พวกที่จบมาจากหวงผู่ไปอยู่ที่อื่นอาจเป็นยอดคน
โดยเฉพาะในกองทัพนับว่าเป็นของดีมีค่า แต่ที่พวกเขาอยู่ พวกนั้นก็แค่ของใช้สิ้นเปลืองที่มีค่าแค่นั้นเอง
พี่อู๋เห็นจนชินแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาเลือดเย็น แต่อัตราตายที่นี่มันสูงขนาดนี้
รับมือกับฝ่ายแดงก็ยังดี อีกอย่างก็ไม่ใช่ภารกิจหลัก พวกเขาเป็นหน่วยข่าวกรองทหาร ภารกิจหลักคือตรวจสอบคนในและต่อต้านการจารกรรมภายนอก นั่นก็คือกับพวกญี่ปุ่น
อย่างแรกพอว่า อย่างหลังนี่อย่าพูดถึงว่าอันตรายเลย
พวกหน่วยจารกรรมของญี่ปุ่นพวกนั้นล้วนไม่กลัวตาย
อีกอย่างงานนี้มีกลเม็ดเด็ดพรายเยอะ
อย่างการสืบสวนคนใน ก็ต้องรู้ว่าใครสืบได้ใครสืบไม่ได้
“เฮอะ ดูไปก่อนเถอะ หวังว่าสองคนนี้จะมีความสามารถ ไม่อย่างนั้นภารกิจเสี่ยง ๆ พวกเราก็ต้องลงมือเอง...”
พี่อู๋ส่ายหน้ายิ้มพูด
วันรุ่งขึ้น ตอนเช้า
สมาชิกทีมสองทั้งหมดมารวมตัวกันที่สนามเล็กหลังตึกสำนักงาน สามสิบกว่าคนเข้าแถวเรียงราย ส่วนใหญ่ยังหนุ่ม อายุยี่สิบถึงสามสิบ ผิวคล้ำ ร่างกายล่ำสัน แววตาคมกริบเปี่ยมด้วยความดุดัน
“ตั้งใจฟัง!” เสียงของอู๋เจียงเหอไม่ดังนัก แต่ชัดถ้อยพอ “สองคนนี้ ซูเฮ่า เย่เหิง เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อย ต่อไปนี้จะเป็นรองหัวหน้าทีมของทีมสองเรา รู้จักกันไว้”
ในแถวมีเสียง “ท่านผู้บังคับบัญชา” ดังขึ้นประปราย ที่เหลือคือสายตาสำรวจเงียบ ๆ
ซูเฮ่าก็จ้องมองตอบกลับอย่างสงบ
พวกคนพวกนี้ อาจไม่จบสูง แต่ที่ถูกเลือกเข้ามาในกลุ่มปฏิบัติการของหน่วยข่าวกรองทหารได้ ทั้งการต่อสู้ ฝีมือยิงปืน การติดตาม การสะกดรอย พวกทักษะการรบจริงพวกนี้ ประมาทไม่ได้เลย
สมกับที่ศัตรูหน่วยจารกรรมที่เจ้าเล่ห์และดุร้ายกาจ ฝ่ายเราก็ต้องมีความสามารถในการรบไม่ด้อยไปกว่ากัน ไม่อย่างนั้นตายยังไม่รู้ตัวเลย
พบปะกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ทุกคนก็แยกย้าย กลับไปทำงานของตัวเองในห้อง บรรยากาศหม่นหมองกดดัน มีเพียงเสียงพลิกกระดาษกับเสียงกระซิบเบา ๆ เป็นครั้งคราว
ซูเฮ่านั่งอยู่ที่ใหม่ ทำความคุ้นเคยกับข้อบังคับของทีมและแฟ้มคดีเก่า ๆ ที่ไม่สำคัญนัก แต่จิตใจของเขากลับครุ่นคิด
“สกิลของฉันนี่นอกจากฝึกปรือตามปรกติแล้ว จะมีวิธีอัปเกรดให้เร็วขึ้นไหมนะ”
นี่เป็นปมในใจตลอดของซูเฮ่า แม้จะค่อย ๆ บ่มเพาะไปเรื่อย ๆ ได้ แต่ประสิทธิภาพมันช้าเกินไป
อีกอย่างเขารู้ประวัติศาสตร์ดี รู้ว่าสงครามกำลังจะมาในไม่ช้า
แม้ว่าหน่วยข่าวกรองทหารจะดูไม่ต้องไปสนามรบ แต่ถึงไม่ไปแนวหน้า งานจารกรรมหลังแนวศัตรูก็อันตรายกว่าตอนนี้เยอะ
ตอนนี้เป็นการต่อต้านการจารกรรมในถิ่นตัวเอง แต่พอที่นี่ถูกยึดครอง พวกเขากลุ่มนี้ก็ต้องกระจายไปทำงานหลังแนวข้าศึก
ถึงตอนนั้น หากสมาชิกในทีมพลาดถูกจับแค่คนเดียว พวกเราถอนตัวช้าก็ถูกจับยกเซ็ต
ต่อให้ซูเฮ่าเพิ่งมางานนี้เป็นครั้งแรก แต่เคยดูละครสายลับในชาติก่อนมามากมาย เรื่องนี้รู้ดี
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาได้รู้จักกับหน่วยข่าวกรองทหารก็รู้ว่ามันอันตราย ลึกซึ้งกว่าพวกน้องใหม่กลุ่มนี้เป็นร้อยเท่า!
แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปฏิบัติการ เปรียบเทียบกันแล้วแผนกข่าวกรองอย่างพวกเขานี่ปลอดภัยกว่าเยอะ
แต่จะว่าไป ก็เหมือนเดิม คนที่ถูกจัดเข้าแผนกข่าวกรองได้ส่วนใหญ่ล้วนมีเส้นสาย และเส้นก็แข็งด้วย!
ส่วนเขาและเย่เหิง คนหนึ่งไร้เส้นสายโดยสิ้นเชิง อีกคนก็มีบ้างแต่ไม่มาก ต่อให้สองคนดวงดีถูกส่งเข้าแผนกข่าวกรอง ก็ต้องซวยสุดในกลุ่ม
เรื่องนี้ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ก็เหมือนกัน...
บ่ายคล้อย ทุกคนเพิ่งกินอาหารกลางวันเสร็จ กลิ่นข้าวยังคาปาก
“ปัง!”
ประตูห้องทำงานถูกผลักกระแทกเข้ามา กระแทกผนังเสียงดังตึง
อู๋เจียงเหอยืนอยู่หน้าประตู มองกวาดทุกคนในห้องอย่างรวดเร็ว
“สมาชิกทีมสอง! ภารกิจเร่งด่วน!”
น้ำเสียงของเขาเด็ดขาด ตัดเสียงรบกวนในห้องให้เงียบกริบ
“แผนกข่าวกรองโทรด่วน! ทุกคน ตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ ห้านาทีเตรียมตัว รวมพลที่ข้างล่าง! ลงมือ!”
บรรยากาศในห้องราวกับหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะถูกการเคลื่อนไหวที่รุนแรงทลายลง เสียงลากเก้าอี้ เสียงเปิดลิ้นชัก เสียงสับไกปืนดังคลิก ๆ และเสียงฝีเท้ารวดเร็วประสานก้องไปทั่วห้อง
เร็วจัง งานภาคสนามครั้งแรก มาถึงแล้ว?
“โครม! โครม!”
รถบรรทุกทหารหนักวิ่งบนถนนหินกรวดที่ขรุขระ เขย่าไปตามทาง ฝุ่นตลบอบอวน ในตู้รถอัดแน่นด้วยสมาชิกกลุ่มปฏิบัติการทีมสอง ทุกคนหน้าเครียด ตรวจสอบอาวุธปืน กระซิบพูดคุยกัน อากาศเต็มไปด้วยความกดดัน
นำหน้าคือรถจี๊ปทหารแบบอเมริกัน
อู๋เจียงเหอขับรถเอง ที่นั่งข้างคนขับคือร้อยโทหลี่เหลียงจากแผนกข่าวกรอง เบาะหลัง ซูเฮ่า เย่เหิง และหลิวเฮ่อสามคนนั่งเบียดกัน
อู๋เจียงเหอมือจับพวงมาลัย ไม่หันกลับมา “ร้อยโทหลี่ เล่าสถานการณ์ให้ทุกคนฟังหน่อย”
หลี่เหลียงอายุสามสิบต้น ๆ หน้าขาว ใต้ตาคล้ำ เห็นชัดว่าเครียดจัดมานาน
เขากระแอมไอ เปิดกระเป๋าหนังเอกสารที่พกมา
“เป้าหมาย ใช้ชื่อปลอมว่า จางฮ่าว เป็นเบาะแสที่เกี่ยวโยงมาจากร้านขายภาพตัวอักษรและของเก่า หย่าโม่เซวียน บนถนนซีนาน เมื่อสองเดือนก่อน”
หลี่เหลียงพูดไม่เร็ว แต่ชัดเป็นขั้นตอน “ตอนนั้นมีลูกค้าคนหนึ่ง จ่ายเงินพันเหรียญเงินซื้อภาพวาดไป มาภายหลังยืนกรานว่าเป็นของปลอม จะขอคืนเงิน เจ้าของร้านยืนยันว่าเป็นของแท้ และว่านายคนนั้นเป็นคนสับเปลี่ยนเอง แถมให้ลูกมือไล่ตะเพิดออกมา”
เย่เหิงอดไม่ได้ที่จะแทรก “แค่เรื่องนี้เองหรือครับ”
“ฟังฉันให้จบ” หลี่เหลียงปรายตามองเขา แล้วพูดต่อ “ลูกค้าคนนั้นไม่พอใจ นั่งด่าอยู่ริมถนนด้วยภาษาท้องถิ่น แต่ด่าไปด่ามา หลุดคำแปลก ๆ สองสามคำ เจ้าของร้านถึงไม่เข้าใจ แต่รู้สึกผิดสังเกต หันไปตามตำรวจสายตรวจ บอกว่าสงสัยว่าเป็นคนญี่ปุ่น”
ซูเฮ่าเข้าใจแจ่มแจ้ง ปี 1936 สัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นตึงเครียด ประชาชนตื่นตัวระวังพวกญี่ปุ่นสูง
“ตำรวจสายตรวจรายงานขึ้นมา เคสก็ถูกส่งต่อมาที่เรา” หลี่เหลียงพูด “เราไปตามเจ้าของร้าน ให้เขาพูดคำพวกนั้นซ้ำ ปรากฏว่าเทียบแล้ว เป็นคำหยาบในภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ
จากนั้นเราก็สืบเงียบ ๆ พบว่าคนนี้ชื่อจางฮ่าว เป็นเสมียนเล็ก ๆ ในห้างฝรั่ง โสด อยู่คนเดียวแถวถนนหลงเหมินใต้ ความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมาก พื้นหลังใสสะอาดดุจกระดาษขาว ไม่มีช่องทางไหนบ่งชี้ว่าเคยยุ่งเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นหรือคนญี่ปุ่นเลย”
“น่าสงสัยมาก” อู๋เจียงเหอรับคำ เสียงเขาแหบพร่า “พนักงานธรรมดาไร้ประวัติด่างพร้อย ไม่เกี่ยวอะไรกับญี่ปุ่นเลย แต่กลับใช้คำหยาบภาษาญี่ปุ่นได้คล่อง?”
หลี่เหลียงพยักหน้า “พอระบุตัวได้ชัดเจนแล้ว เราเลยประสานแผนกสื่อสาร ให้ดักฟังคลื่นวิทยุในแถบถนนหลงเหมินใต้
หนานจิงมีสถานีวิทยุเยอะ สัญญาณรบกวนมาก แต่พวกแผนกสื่อสารก็ยังพบว่า มีสถานีส่งที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหนึ่ง ส่งสัญญาณในช่วงดึกตามเวลาที่กำหนด ลักษณะสัญญาณไม่ตรงกับวิทยุการค้าหรือสถานีรัฐบาลที่รู้จัก”
“ดักฟังแล้วได้ผลไหมครับ” ซูเฮ่าถาม
หลี่เหลียงส่ายหน้า ฉายแววจนใจ “ที่ดักจับได้คือข้อความที่เข้ารหัส ทางฝ่ายถอดรหัสยังไม่คืบหน้า
ดักฟังมาหนึ่งเดือน ผู้ใหญ่กลัวปล่อยไว้นานจะพลาดท่า ตัดสินใจทอดแหแล้ว จับกลับมาก่อน แล้วเค้นปากเอาก็ได้ข้อมูลเหมือนกัน”
เขาพูดพลางหยิบรูปถ่ายขาวดำออกมาจากกระเป๋า ส่งไปที่เบาะหลัง
เป็นรูปถ่ายเงาด้านข้างของชายวัยกลางคนผอมบางสวมสูทเก่า ใส่แว่นกรอบดำ ใบหน้าธรรมดาสุด ๆ แบบที่โยนเข้าไปในฝูงคนก็จำไม่ได้ทันที
อู๋เจียงเหอพยักหน้า เสียงต่ำ “เดี๋ยวให้พวกในรถบรรทุกหลังดูเวียนกัน อย่าไปจับผิดคนเป็นอันขาด เรื่องขายหน้าเล็กน้อย แต่ทำงูตื่นเป็นเรื่องใหญ่!”
รถจี๊ปกับรถบรรทุกหยุดเรียงกันตรงหัวมุมสงบแห่งหนึ่ง ห่างจากถนนหลงเหมินใต้ไปร้อยกว่าเมตร คนทะยอยลงจากรถ รวดเร็วและเงียบเชียบ
มีเจ้าหน้าที่แผนกข่าวกรองใส่ชุดพ่อค้าเร่คอยอยู่ด้านข้าง พอเห็นหลี่เหลียงมา รีบรายงานเสียงต่ำ “ท่านผู้บังคับบัญชาหลี่ เป้าหมายกลับบ้านเมื่อสิบห้านาทีก่อน หลังจากนั้นไม่เห็นออกมา บ้านเปิดไฟอยู่ ไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวผิดปรกติ”
“ตามแผน” อู๋เจียงเหอไม่ลังเล สั่งการเร็ว “ซูเฮ่า หลิวเฮ่อ แต่ละคนพาคนไปสิบคน ปิดซอยหลักด้านหน้าและหลังลานบ้านเป้าหมาย ห้ามใครผ่านเข้าออก!
เย่เหิง นายมากับฉัน พาคนที่เหลืออีกสิบสอง บุกเข้าไปจับตัว! จำไว้ พยายามจับเป็น! ไม่จำเป็นอย่ายิงปืน ต่อให้ยิง ก็อย่าเล็งจุดสำคัญ!”
“ครับ!” ทุกคนรับคำแผ่วเบา แยกย้ายตามกลุ่มอย่างรวดเร็ว
ซูเฮ่านำสมาชิกสิบคน ตรงไปยังด้านหลังตรอกลานเป้าหมายอย่างเงียบกริบ หัวใจเขาเต้นเร็ว แต่ตื่นเต้นมากกว่า ชาติก่อนตอนร่วมปฏิบัติการจับกุมก็รู้สึกแบบนี้ แต่ครั้งนี้ อาจเจอสายลับศัตรูที่ฝึกฝนมาอย่างดี ระดับอันตรายต่างกันสิ้นเชิง
เขาชำเลืองมองหลิวเฮ่อที่อยู่ข้าง ๆ รองหัวหน้าหลิวคนนี้สีหน้าเรียบเฉย แต่นิ้วที่จับปืนมีรอยขาวตรงข้อ
ไม่นาน ตรอกด้านหน้าและด้านหลังถูกปิดกั้นหมด ซูเฮ่าซ่อนอยู่หลังกำแพงด้านหนึ่ง เห็นชัดเจนถึงกำแพงด้านหลังลานบ้านเก่า ๆ ไม่สะดุดตานั่น และหน้าต่างไม้สองข้างที่ปิดสนิท เขาเงี่ยหูฟัง จับความเคลื่อนไหวด้านหน้า
อู๋เจียงเหอพาเย่เหิงและอีกสิบสองคน ดุจดั่งฝูงแมวป่าท่องราตรี ย่องเข้าใกล้ประตูรั้วอย่างไร้สุ้มเสียง
“โครม——!”
เสียงกัมปนาททำลายความเงียบ! สมาชิกกลุ่มปฏิบัติการร่างกำยำผู้หนึ่งเตะประตูไม้เปิดออก
“ลงมือ!”
“อย่าขยับ!”
เสียงตวาดดังขึ้นระงม ประสานกับเสียงฝีเท้าอึกทึกครึกโครม ร่างคนกรูกรูเข้าไป!
ซูเฮ่าเผลอจะชะโงกดู แต่หัวไหล่ถูกมือมั่นคงข้างหนึ่งกดไว้ คือหลิวเฮ่อ เขาส่ายหน้าให้ซูเฮ่าเล็กน้อย สายตาบ่งบอกว่า รักษาตำแหน่งของนายไว้ อย่าออกนอกลู่นอกทาง
“ปัง! ปัง ปัง!”
เกือบในวินาทีที่สมาชิกกรูเข้าไป ในลานก็ปะทุเสียงปืนดังสนั่น! ไม่ใช่การต่อต้านประปราย แต่เป็นเสียงต่อสู้ที่ต่อเนื่องถี่กระชั้น!
“ซุ่มโจมตี!”
“ไม่ใช่แค่คนเดียว! ระวัง!”
“อ๊าก——!”
ในนั้นมีเสียงร้องตกใจ เสียงคราง และเสียงกรีดร้องของสมาชิก
หัวใจซูเฮ่ากระตุกวาบ! ข่าวกรองผิดพลาด! ในบ้านไม่ได้มีจางฮ่าวคนเดียว!
“เคร้ง!” เกือบจะพร้อมกัน หน้าต่างไม้สองข้างด้านหลังก็ถูกพังจากภายใน สองเงาดำคลานตะเกียกตะกายออกมา กลิ้งลงพื้นแล้วไม่หยุดแม้แต่น้อย วิ่งตรงไปสุดตรอกอีกด้าน!
“หยุดพวกมัน!” เสียงของอู๋เจียงเหอดังออกมาจากลาน
“หนีออกมาสองคน!” หลิวเฮ่อสีหน้าเปลี่ยนไป พูดกับซูเฮ่ารีบ ๆ “เร็ว! พาคนไปตัดหน้า...”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็พบว่าซูเฮ่าข้างกายพุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนู
“มากับฉัน!” ซูเฮ่าตะโกนสั่ง สมาชิกข้างหลังหลายคนตามติดทันที
เขาไล่ตามเงาดำคนหนึ่งที่วิ่งหนีไป เงาดำนั้นดูตื่นตระหนกมาก เท้าโซเซ ปืนในมือก็ตกตอนปีนหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงคนตามมาข้างหลัง ก็ยิ่งวิ่งเร็ว เข้าไปในซอกซอยแคบอีกเส้น
ซูเฮ่าพาคนตามไปติด ๆ ซอยตันเป็นทางตัน มีพวกเศษกระถางเก่า ๆ กองอยู่
เงาดำไม่มีทางหนี หันกลับมาทันที เอาหลังพิงกำแพง หายใจแรงฮัด ๆ หน้าเปื้อนฝุ่นและมีรอยถลอก แต่แววตากลับดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่จนตรอก นั่นคือจางฮ่าวคนที่ใส่แว่นในรูป!
“อย่ายิง! จับเป็น!”
เห็นว่ามือเขาไม่มีปืน สมาชิกกลุ่มปฏิบัติการสองคนที่อยู่หน้าสุดสบตากัน เก็บปืน ถลันเข้าไปด้วยมือเปล่า พวกเขาล้วนเป็นมือดีจากกองทัพ เคลื่อนไหวรวดเร็ว
ทว่า จางฮ่าวตอบสนองเร็วกว่า!
เขาเอี้ยวตัวหลบการตะครุบคนแรก ศอกกระแทกซี่โครงอีกฝ่ายอย่างแรง พร้อมกับย่อตัวกวาดเท้าจนคนที่สองล้มลง ท่วงท่าสั้นกระชับโหดเหี้ยม เป็นเพลงมวยเอาชีวิตโดยแท้ ไม่มีท่าทีของเสมียนน้อยอ่อนแอเลยสักนิด
เพียงพริบตา สมาชิกสองคนก็ร้องครวญครางล้มลง
จางฮ่าวหอบหายใจยืนตรง แว่นตาดำขลับหลังเลนส์จ้องมองซูเฮ่าที่ขวางอยู่ปากซอยเพียงคนเดียว
ที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ นายทหารหนุ่มคนนี้เห็นพวกพ้องถูกโค่นลงตรงหน้า กลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนก ตรงกันข้าม สงบผิดธรรมดา ก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ สายตานั่น... เหมือนจัดสินเหยื่อ
จางฮ่าวคำรามต่ำ ไม่ลังเลอีก กระโจนเข้าใส่ ชกเข้าเต็มหน้าซูเฮ่า