“……” เป็นอีกแล้ว
ฉู่จี้มันชักจะสติแตกหนักขึ้นทุกที สมองซีกซ้ายกับขวาชักจะมาตีกันเองเป็นระยะ
เมื่อครู่ยังหลอกให้เขาฆ่าตัวตายอยู่เลย แต่พอได้จูบเข้าไปฟอดเดียว ก็แถมาทั้งออดทั้งอ้อนเรียกเมียไม่หยุดปาก
จางจีจืออยากจะผลักเขาออก แต่ลองมาหลายครั้งกลับกลายเป็นว่ายิ่งผลักยิ่งเหมือนหยอกเอิน เต็มไปด้วยบรรยากาศคลุมเครือชวนเขิน
มือเย็นเยียบของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงมา กระทั่งถึงตำแหน่งหน้าท้องน้อย
“อย่าจับตรงนั้น…” ในที่สุดเสียงเนือยชาก็หลุดออกมาจนได้
หน้าของจางจีจือแดงซ่านขึ้นมา เพราะมองอะไรไม่เห็น ประสาทสัมผัสจากภายนอกเลยชัดเจนขึ้นเป็นเท่าตัว
ขาทั้งสองข้างของเขาแทบไม่มีแรง ต้องเกาะเกี่ยวร่างของฉู่จี้ไว้เพื่อค้ำยัน ทว่าฉู่จี้ไม่มีไออุ่นเลยแม้แต่น้อย ความเย็นทำให้ขนลุกซู่ไปหมด ราวกับก้อนน้ำแข็ง
ฉู่จี้นับพันปีมานี้ได้ออกหากินครั้งแรก เขาเก็บความต้องการของตัวเองไว้ไม่ไหว แถมยังลืมสนิทว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเพิ่งทำอะไรไปบ้าง มัวแต่จดจ่อกับความคิดเดียวคือต้องปลดปล่อยออกมา
“ฉู่จี้ พาฉันกลับบ้านก่อน” จางจีจือเอาศีรษะซุกไหล่ของอีกฝ่าย น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม แฝงด้วยทีท่าออดอ้อนนิด ๆ
ฉู่จี้ได้สติ ก้มหน้ามุดลงตรงร่องกระดูกไหปลาร้าของจางจีจือ ตั้งใจสูดกลิ่นเข้าไปเต็มที่ ได้กลิ่นหอมสดชื่นเย็น ๆ แต่เขาได้ยินแค่เสียงสูดลมหายใจเข้า ไร้การผ่อนลมออก
จางจีจือทั้งคนงงงวยไปหมด ฉู่จี้…ก็เหมือนกับที่เจอกันครั้งแรกเมื่อคืนวาน ไม่มีลมหายใจ ไม่มีหัวใจเต้น เป็นผีตายซากแน่แท้
ท้องฟ้าสว่างแล้ว
ฉู่จี้ไม่ยอมไปต่อ แต่กลับชักมือตัวเองออกมา รอให้เรือนกายสงบราบเรียบดังเดิม เขาจึงฟื้นคืนท่วงท่าเดิมที่เหมือนไม่เห็นหัวใครอีกครั้ง
จางจีจือยื่นมือไปจับเขา แต่เพิ่งสัมผัสถูกก็ถูกสะบัดหนีทันที
“……”
ไม่รู้เหมือนกันว่าใคร เวลาจูบกันแล้วทั้งผลักทั้งดันยังไงก็ไม่ยอมถอย
“ถ้าไม่ใช่ข้าอนุญาต อย่ามาแตะต้องตัวข้าเรื่อยเปื่อย” น้ำเสียงฉู่จี้เย็นชาแถมยังไว้ท่าหยิ่งยโส
สมองซีกซ้ายเริ่มตีกับซีกขวาอีกหนแล้ว
จางจีจือเม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้า
ตามใจแล้วกัน
ไม้เท้าคนตาบอดถูกแรงอย่างหนึ่งชักนำให้เดินต่อไป ทางข้างล่างเดินลำบาก เพราะใต้ฝ่าเท้ามีแต่ก้อนหินกรวด ทั้งยังมีของประหลาด ทุกครั้งที่เหยียบลงไปก็มีเสียงกึ๊ก ๆ
คล้ายกระดูกสัตว์อะไรสักอย่าง…
จางจีจือยืนไม่ค่อยมั่นคง หลายครั้งเกือบล้มคว่ำ
ทันใดนั้น เขาก้าวพลาด สะดุดเข้ากับแผ่นหลังของฉู่จี้อย่างไม่ทันตั้งตัว จากนั้นจึงยันมือข้างหนึ่งลงกับพื้น ไม่ถึงกับตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเกินไปนัก
ฉู่จี้หันมามองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็เผยยิ้มมุมปาก “มือดีไหม?”
มือดี? จางจีจือลองคลำสิ่งที่อยู่ใต้มือดู…กระดูก กลม ๆ มีแอ่งลึกลงไปเหมือนเบ้าตา?
มันคือกระโหลกศีรษะคน! เขาชักมือกลับมาแทบไม่ทัน ลมหายใจกระชั้นถี่ขึ้น รูปร่างตอนนั่งอยู่กับพื้นดูงงงวยและสับสนอย่างบอกไม่ถูก
“เดินทื่ออยู่อย่างนี้ มีดค่ำก็ไม่ถึงบ้านดอก” ฉู่จี้ท่าทางกำลังคิดอุบายแย่ ๆ อีกแล้ว
จางจีจือรู้อยู่แก่ใจว่าเขาตกลงมาอยู่ในหุบเหว ชาวบ้านคงไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาจึงทำได้แค่พึ่งพาฉู่จี้ให้พาออกไป
แต่นิสัยฉู่จี้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายปนกันไป มีแค่ตอนเรียกเมียเท่านั้นแหละ ที่เขาถึงจะทะนุถนอมราวกับของมีค่า
แล้วเมื่อไหร่จะเรียกเมีย? ก็ตอนที่เราสองแนบชิดหากัน
“ฉู่จี้ ฉันอยากกลับบ้านแล้ว” จางจีจือยื่นมือไปหาเขา หมายจะให้อุ้ม
ท่าทางแบบนี้มันทั้งอ่อนแอและบอบบางน่าทะนุถนอมเหลือเกิน
ปฏิกิริยาแรกของฉู่จี้คือการกลอกตาขึ้นฟ้า “งั้นก็เดินกลับไปเองสิ”
ออกจะสำออย
ไม่มีตา แต่ก็ไม่ได้ไม่มีขาสักหน่อย
“ฉันอยากกลับบ้านไปนอนกับนาย”
เขาพูดออกไปตรง ๆ ไม่มีการปิดบังอำพรางเลย
มุมปากของฉู่จี้กระตุกค้าง จนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาก็จ้องมองเด็กหนุ่มตาบอดที่นั่งอยู่บนพื้นนั่นแหละ หน้าตาสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ไหล่กว้างแต่สะโพกเล็ก ผิวพรรณทั้งขาวทั้งเนียน ริมฝีปากอิ่มดูแล้วก็น่าจูบจริง ๆ
จางจีจือรออยู่นานไม่ยักได้ยินเสียงขานตอบ เขาชักรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมา กำลังจะลดมือลงแล้วเดินเอง
แต่ในวินาทีถัดมากลับถูกแรงหนึ่งอุ้มขึ้นหลัง
ฉู่จี้เอ่ยวาจาเสียงเหี้ยม “เจ้าสมควรจ่ายค่าชดเชยให้ข้าเป็นอะไรสักอย่าง ถึงบ้านเมื่อไหร่จ่ายคืนให้ข้า”
“ได้”
จางจีจือตอบเขาอย่างไม่เร่งร้อน ซบศีรษะลงบนบ่าของเขา พอคนเราได้ผ่อนคลาย ความง่วงก็เข้าโจมตี
ฉู่จี้ได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอจากข้างหลัง จึงผ่อนฝีเท้าลง ร่างของคนบนหลังน้ำหนักเบามาก จัดว่าผอม เปราะบาง แถมยังง่อยอีก
ทว่ากลับฉลาดและรู้ว่าผีดุอย่างเขามันปรารถนาสิ่งใด
ตัณหา คือสิ่งที่แม้แต่ผียังต้านทานไม่ได้
ฉู่จี้ชอบเรือนร่างของเขา
ต่อเมื่อได้กอดเขาและได้จูบ เขาถึงจะง่วนอยู่กับการเรียกเมียไม่เลิก ต่อให้เรียกอีกกี่ครั้งก็ไม่มีวันพอ
……
ตอนบ่าย โหย่วตาฉางเป็นห่วงจางจีจือ จึงมาดูที่บ้านอีกรอบ เมื่อเห็นเขาอยู่บ้านอย่างปลอดภัยดี ตาก็โล่งใจ
เขาไม่ได้ถามว่าพวกเสี่ยวจือลงจากภูเขามาได้อย่างไร แต่เรื่องประหลาดกลับถูกหยิบยกขึ้นมาพูด
“เมื่อคืน ไก่ในหมู่บ้านถูกตัวเหม็นขโมยไป แต่ละบ้านก็วุ่นกับการซ่อมเล้าให้เป็ดไก่ห่านมันแข็งแรงขึ้น มีไก่ตายตัวหนึ่งไม่ได้ถูกลากไป มันถูกฟันแหลมคมเจาะทะลุคอ ข้าว่าแผลมันดูประหลาดยังไงชอบกล”
คุณตาฉางพูดไป พลางก็นึกไม่ออกว่ามันประหลาดตรงไหน
จางจีจือเลยว่า “เป็นหมาจิ้งจอกป่าหรือเปล่าครับ?”
“ก็อาจจะนะ เล้าไก่ในบ้านของเจ้าที่ลานเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเสียหาย ที่บ้านเหลือไก่อีกสองตัว เดี๋ยวข้าช่วยเสริมคอกให้แข็งแรงอีกหน่อย”
คุณตาฉางเอาใจใส่ดูแลพวกเสี่ยวจือมาตลอด ท่านมีลูกชายสองคน ล้วนประสบความสำเร็จและออกไปจากขุนเขาแล้ว ยังมีหลานชายอีกคน ได้ยินว่ามีชื่อเสียงมากอยู่ในเมืองใหญ่ แต่คุณตาฉางไม่ยอมไปใช้ชีวิตในเมือง จะดื้อดึงอยู่แต่ในภูเขา
หลังจากจางเฉิงอี้สหายเก่าเสียชีวิตไป ท่านก็เทียวมาช่วยดูแลอยู่เรื่อย
จางจีจือก็ไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของท่านได้ เพราะตั้งแต่ไม่มีปู่แล้ว คนตาบอดอย่างเขาจะใช้ชีวิตตามลำพังก็ลำบาก
ไอ้หมอนั่นบนภูเขามันคงพาเขากลับมา ดูท่าคงใช้เวลาไม่ถึงสิบกว่านาทีด้วยซ้ำ แม้แต่เวลาให้เขาได้พักสักนิดก็ไม่มี ปล่อยให้เขาถูกปล้ำไปจนถึงช่วงบ่ายนี่เลย
ผีหื่นกระหายตนนั้น ไม่ยอมปรากฏตัวให้เห็นอยู่ข้าง ๆ เขาเลย
ฉู่จี้อยู่ไม่ห่างจากเขานัก ที่ลานบ้านมีเก้าอี้โยกตัวหนึ่ง เขาขดตัวอยู่บนนั้นพลางสังเกตจางจีจือไปด้วย
แปลกเหลือเกิน หลังจากเรามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ข้อจำกัดเรื่องระยะห่างระหว่างกันก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ตอนนี้เขาห่างจากตัวจางจีจือได้ถึงห้าเมตร
“เสี่ยวจือ เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านข้าเถอะนะ” คุณตาฉางเอาเล้าไก่ให้เข้าที่แล้ว ก็อดห่วงไม่ได้ว่าเด็กคนนี้อยู่คนเดียวจะหาข้าวกินไม่ได้
และมันก็จริง เพราะสองวันมานี้จางจีจือไม่ค่อยได้กินข้าวเลย แต่เขาก็ยังส่ายหน้า ไม่อยากสร้างความลำบากให้คุณตาฉาง
เขาบอกว่า “ผมทำอาหารเองได้ครับ”
คุณตาฉางขมวดคิ้วแทบจะทันที คำพูดแบบนี้ใครเขาก็ไม่เชื่อกันหรอก
ในภูเขาต้องใช้ฟืนทำอาหาร แค่การจุดไฟสำหรับจางจีจือก็แสนจะยากเย็นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการทำอาหาร
“เสี่ยวจือ ไม่ต้องฝืนก็ได้”
คุณตาฉางยิ่งมองเด็กคนนี้ก็ยิ่งปวดใจ
จางจีจือจนใจเพื่อให้ท่านหมดห่วง เลยต้องยกมือชี้ไปทางเก้าอี้โยกตัวนั้น “คุณตาฉางไม่ต้องห่วงครับ เขาจะช่วยผมเอง”
“มัน?” คุณตาฉางมองตามไป เห็นเก้าอี้ตัวหนึ่งตั้งอยู่หน้าประตูเรือน มันโยกไปมาเล็กน้อย ถ้าจางจีจือไม่ชี้ให้ดูโดยเฉพาะก็คงไม่มีใครสังเกตเห็นง่าย ๆ
“อ๋อ คุณผีเมียของแกนั่นเอง ก็ดี ถ้าพวกแกสองคนอยู่กันได้ราบรื่นดี มันก็น่าจะใช้เป็นตาแทนแกได้”
ฉู่จี้ที่ถูกชี้บอกก็พลิกตัวอย่างเกียจคร้าน ไม่ยอมมองพวกนั้น
จางจีจือเจ้าของฉายา ‘จอมไร้ประโยชน์’ เอ๊ย นี่มันบ้าไปแล้วหรือไง ยังอยากจะให้เขาทำกับข้าวอีก
ส่งคุณตาฉางกลับไปแล้ว
จางจีจือปิดประตูลง ในที่สุดก็ถอนหายใจโล่งอก เท้าเกาะไม้เท้าแต่ก็ยังโซเซ ขาอ่อนเปลี้ย จนถึงตอนนี้ด้านในของโคนขายังเจ็บระบมกว่าเดิมอีก นิ้วมือต้องขดงอเข้าหากันเพื่อฝืนประคองตัวเองไว้
เขาลองหยั่งเชิงก้าวเข้าไปในห้อง
ตอนผ่านหน้าประตู ฉู่จี้ไม่ลืมปริปากด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “อย่าหวังจะให้ข้าทำกับข้าวให้เจ้ากิน”
ฝีเท้าของจางจีจือชะงักเล็กน้อย แล้วก็พยักหน้าตอบ
“นายไม่ต้องทำ ผมไม่หิว”