......
สามวันผ่านไปในพริบตา
เสาเพลิงของสำนักเทียนจู้ยิ่งทวีความหนาขึ้น เสียงแผ่นดินใต้ภูเขาคำรามกึกก้องมาจากส่วนลึก สะเทือนไปไกลจนผู้คนในรัศมีหลายร้อยลี้ล้วนได้ยิน
บริเวณรอบนอกประตูสำนักเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ยอดฝีมือเจินอู่ขั้นสองสิบกว่าคนต่างยึดครองยอดเขาคนละลูก เบื้องล่างลงไปคือผู้ฝึกยุทธ์พเนจรในยุทธภพนับหมื่น มองดูมืดทะมึนไปทั่ว
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ยอดเขาที่ฟางซิวอยู่เลย
ซ่งว่านกังยืนอยู่เชิงเขา ราวกับเทพทวารบาล คอยกันผู้ที่คิดจะเข้าไปใกล้ไว้อย่างแน่นหนา
ต่อมาผู้คนยิ่งมาชุมนุมกันมากขึ้น ซ่งว่านกังจึงกลับไปอยู่ข้างกายฟางซิว
บนขอบฟ้ามีปราณเพิ่มขึ้นมาอีกสองสาย
ทั้งสองสายไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย
สีหน้าซ่งว่านกังเคร่งขรึมลง ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“นายท่าน ผู้อาวุโสที่อยู่ทางซ้ายชื่อฉู่เซียวซาน หลายปีก่อนเขาได้วาสนาอะไรบางอย่างมา จึงก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำนานยุทธ์ได้
ส่วนคนทางขวาคือเยี่ยนชางเสีย ผู้สืบทอดสายตรงของเจ้าสำนักเจิ้งหยาง เดิมทีสำนักเจิ้งหยางก็มีตำนานยุทธ์อยู่แล้วหนึ่งคน เมื่อรวมเขาเข้าไปด้วย สำนักเดียวจึงมีตำนานยุทธ์ถึงสองคน”
ฟางซิวไม่ตอบ
ฉู่เซียวซานเห็นฟางซิวบนยอดเขา จึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
“เจ้าหนุ่มตระกูลหาน บรรพชนของเจ้าบาดเจ็บสาหัสใกล้สิ้นใจ ส่วนตำนานยุทธ์อีกคนก็ไม่เหลือแม้แต่กระดูก เจ้ายังมีอารมณ์สบาย ๆ วิ่งมาดูศาสตราเทพอีกหรือ
ข้าแนะนำให้รีบกลับไปแจ้งข่าวมรณะเสียเถิด ต่อให้ได้ศาสตราเทพไป เจ้าก็รักษามันไว้ไม่ได้หรอก”
ฟางซิวเหลือบมองเขา
ชายชราชุดขาวยืนตัวตรง เชิดคาง วางท่าผู้อาวุโสเต็มที่
ฟางซิวได้รับข่าวจากแดนตะวันออกแล้ว
ตระกูลหานสูญเสียยอดฝีมือขั้นหนึ่งไปจริง ๆ ส่วนบรรพชนอีกคนของตระกูลหานก็บาดเจ็บไม่น้อย
