สีหน้าฟางซิวมืดครึ้มไปชั่วขณะ
สรุปแล้วก่อนหน้านี้ที่อำเภอเทียนเหมิน ตั้งแต่ต้นจนจบก็เป็นเพียงการแสดงเดี่ยวของเขาคนเดียว
สตรีทั้งสามมองสีหน้าของฟางซิว แต่ละคนกลั้นยิ้มเอาไว้ แม้แต่เสิ่นกูเยว่ซึ่งเย็นชาราวภูเขาน้ำแข็งพันปีก็ยังอดยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
ฟางซิวปรายตามองสตรีทั้งสาม
เพียงความคิดหนึ่งแล่นผ่าน แผงระบบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ม่านแสงโปร่งแสงบดบังขอบเขตการมองเห็น
เขาไม่เชื่อหรอกว่าสตรีผู้นี้จะลากระบบเข้าไปในภาพลวงตาได้ด้วย
“แท้จริงแล้วท่านอาจารย์หญิงเป็นใครกันแน่?”
ฟางซิวมองนาง “แต่เดิมศิษย์ยังเดาว่าท่านเป็นประมุขลัทธิอู๋เซิง ทว่าตอนนี้ดูแล้ว ตำแหน่งนั้นคงไม่คู่ควรกับท่านอาจารย์หญิง”
ฮูหยินเจ้าสำนักหัวเราะเบา ๆ
“ลัทธิอู๋เซิงในที่แห่งนี้เกี่ยวข้องกับข้าอยู่บ้างจริง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“เช่นนั้นศิษย์ยิ่งอยากรู้แล้ว ท่านอาจารย์หญิงอยู่ในขอบเขตใดกันแน่?”
ฟางซิวเอ่ยพลางเดินไปนั่งลงข้างนาง มือโอบเอวนางไว้
แผงระบบยังคงอยู่ตรงหน้า เขาจึงแน่ใจว่าครั้งนี้ไม่ใช่ภาพลวงตา
ฮูหยินเจ้าสำนักไม่ได้หลบ เพียงหันหน้ามามองเขา แววตาเจือรอยยิ้ม
“รอเจ้าทะลวงผ่านสวรรค์เก้าชั้นแห่งขั้นเทียนเหรินได้ บางทีเจ้าก็อาจได้เห็น”
คิ้วของฟางซิวขยับเล็กน้อย
“เทียนเหริน? เหนือขั้นหนึ่งขึ้นไปหรือ?”
“ถูกต้อง”
นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ “เหนือขั้นหนึ่งคือเทียนเหริน ทว่าที่แห่งนี้เคยเกิดศึกใหญ่ พลังต้นกำเนิดฟ้าดินแตกสลาย กฎเกณฑ์ไม่สมบูรณ์ จึงไม่อาจรองรับให้ผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงไปถึงขั้นเทียนเหรินได้อีก”
“แล้วท่านอาจารย์หญิงปิดบังฐานะมาที่นี่ด้วยเหตุใด?”
ฮูหยินเจ้าสำนักวางถ้วยชา แล้วโน้มเข้าใกล้ข้างหูเขา เสียงของนางแผ่วเบาจนมีเพียงทั้งสองได้ยิน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดใบหูฟางซิว
