หมอหลวงคิดในใจ: เด็กเล็กง่วงนอนบ้างเป็นครั้งคราวก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ!
แต่เขาไม่กล้าพูดเช่นนั้น ได้แต่คุกเข่าลงแล้วทูลว่า "จากชีพจรที่กระหม่อมตรวจดู สรีระของพระธิดาน้อยหาได้มีโรคภัยอันใดไม่"
ตัวเว่ยฝูเองก็มิได้รู้สึกไม่สบายแต่อย่างใด เพียงแต่เวลาหลับนี่ผิดแปลกไป เมื่อเห็นหมอหลวงถูกดุ นางก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย
จึงเอ่ยว่า "ท่านยาย ฝูเอ๋อร์ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เมื่อวานง่วงมากก็แค่อยากนอนเฉย ๆ"
แต่ไม่ว่าเว่ยฝูจะอธิบายเช่นไร ไทเฮาและฮ่องเต้ก็ยังเชื่อมโยงเรื่องนี้กับสิ่งที่เว่ยฝูทำเมื่อคืนวาน ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ไทเฮาตรัสว่า "ฝูเอ๋อร์ยังไม่ได้เสวยพระกระยาหารเช้า ไปเสวยก่อนเถิด"
เว่ยฝูก็หิวมากแล้ว จึงยอมให้ทิงอวี่จูงมือออกไปแต่โดยดี ไทเฮาตรัสกับฮ่องเต้ว่า "จะให้เรียกเถาจือหรือมหาเสนาบดีมาถามดูดีหรือไม่"
เรื่องแนวทางนี้พวกเขาไม่เข้าใจเลย สองคนนั้นยังไงก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับฝูเอ๋อร์ น่าจะพอรู้เรื่องบ้างกระมัง!
หลินสวีในฐานะมหาเสนาบดี ต้องวุ่นวายทุกวัน ดังนั้นฮ่องเต้จึงรับสั่งให้เถาจือเข้าวังมา ฮ่องเต้มองเถาจือด้วยสีหน้าประหลาด "เหตุใดชุดขุนนางของเจ้าจึงขาดรุ่งริ่งเช่นนี้" แถมยังเห็นชัดว่าเป็นรอยคนกระชากขาด
เถาจือทูลด้วยความโกรธว่า "ฝ่าบาทมิได้ทรงตำหนิพวกที่ปล่อยข่าวลือไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ พี่สาวของเว่ยเจวี๋ยถูกสามีหย่า นางก็ไม่รู้ไปรู้มาจากไหนว่ากระหม่อมสนิทกับศิษย์พี่หญิง วันนี้ถึงกับมาขวางทางกระหม่อม วิงวอนให้กระหม่อมพาพระธิดาน้อยออกไป บอกว่าจะมาคุกเข่าขอขมาและขออภัย
